2008 Financial Crisis: วิกฤติซับไพรม์เกิดขึ้นได้อย่างไร และนักลงทุนควรเรียนรู้อะไร
กรณีศึกษาประวัติศาสตร์

2008 Financial Crisis: วิกฤติซับไพรม์เกิดขึ้นได้อย่างไร และนักลงทุนควรเรียนรู้อะไร

กรณีศึกษาจากตลาดจริง เพื่อถอดบทเรียนเรื่อง valuation ความเสี่ยง วินัย และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรระวัง

อัปเดต มี.ค. 256913 นาที

โครงสร้างบทความ

สรุปก่อนอ่าน

  • 1กรณีศึกษาจากตลาดจริง เพื่อถอดบทเรียนเรื่อง valuation ความเสี่ยง วินัย และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรระวัง
  • 2ประเด็นหลัก: แกะรอยความเสียหายใหญ่: เริ่มที่ "ซับไพรม์" (Subprime)
  • 3จุดที่ต้องดูต่อ: อาชญากรรมจัดฉาก: การมัดรวมไส้กรอกเน่า (CDO)

อ่านตามลำดับนี้

  1. 1.แกะรอยความเสียหายใหญ่: เริ่มที่ "ซับไพรม์" (Subprime)
  2. 2.อาชญากรรมจัดฉาก: การมัดรวมไส้กรอกเน่า (CDO)
  3. 3.แล้วโลกก็รุนแรง (Credit Default Swap)
  4. 4.บทเรียนสำหรับนักลงทุนยุคใหม่
  5. 5.สรุปและ Call to Action

เคยมั้ยครับ... ที่คุณเดินผ่านคนตกงานหอบของรุงรัง แล้วธนาคารวิ่งเข้าไปหาเขาพร้อมบอกว่า "เฮ้! อยากได้บ้านคฤหาสน์ 50 ล้านมั้ย? ไม่ต้องดาวน์ ไม่มีงานทำ ไม่ตรวจเครดิต เซ็นตรงนี้เลย เอาไปฟรีๆ!"

ฟังดูเหมือนฉากในหนังตลกใช่ไหมครับ? แต่... นี่คือเรื่องจริงในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และธนาคารของสหรัฐอเมริกาช่วงก่อนปี 2008! ความโลภของนายแบงก์และความหละหลวมของกฎหมาย ปล่อยให้ระบบการเงินโลกเหยียบคันเร่งไปสุดกะโหลก จนสุดท้ายรุนแรงตู้มเป็นวิกฤต "Subprime Mortgage" (วิกฤติซับไพรม์ หรือบ้านเราเรียก โดมิโน่แฮมเบอร์เกอร์) อธิบายตลาดหุ้น S&P 500 ร่วงหนักเกือบ -50% และทำให้คนอเมริกันกว่า 8 ล้านคนต้องตกงาน!

วันนี้เรามาย้อนดูสิว่า... เงินมหาศาลเป็นล้านล้านดอลลาร์ มันหายกริบไปในอากาศระเหยหายไปได้ยังไง?

แกะรอยความเสียหายใหญ่: เริ่มที่ "ซับไพรม์" (Subprime)

คำว่า Subprime แปลตรงตัวคิอ "ลูกค้าเกรดต่ำกว่ามาตรฐาน" (ประวัติหนี้เสีย, ไม่มีรายได้แน่นอน)

ช่วงปี 2004 เฟด (Fed) ดอกเบี้ยถูกมาก ธนาคารเริ่มคันมืออยากปล่อยสินเชื่อบ้านให้คนเยอะๆ แต่ลูกค้าเกรด A ยอดมนุษย์เงินเดือนประจำ มันเต็มความจุไปหมดแล้ว ธนาคารวอลล์สตรีทเลยหันไปตะปบลูกค้าเกรด B, C, D (ซับไพรม์) โดยคิดดอกเบี้ยแพงขึ้นแลกกับความเสี่ยง พร้อมท่องมนต์คาถากล่อมเกลาโลกสวยว่า: **"ราคาอสังหาริมทรัพย์อเมริกามีแต่ขึ้น ไม่มีวันลดลงหรอก!

ถึงลูกค้าไม่จ่ายหนี้ เราก็ยึดบ้านมาขายทอดตลาดกำไรพุงปลิ้นอยู่ดี!"** (เกิดเป็นสินเชื่อที่เรียกว่า NINJA Loans - No Income, No Job, and no Assets!)

อาชญากรรมจัดฉาก: การมัดรวมไส้กรอกเน่า (CDO)

ปล่อยกู้บ้านเกรดขยะอย่างเดียวยังไม่สาแก่ใจ ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่ (อย่าง Lehman Brothers) เอาหนี้บ้านขยะพวกนี้แหละ มัดแพ็กรวมกันเป็นมัดๆ พันห่อกระดาษหรูหรา และตั้งชื่อเท่ๆ ว่า CDO (Collateralized Debt Obligation)

จากนั้น จ่ายเงินใต้โต๊ะกดดัน "สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรตติ้ง" (อย่าง Moody’s หรือ S&P) ให้ปั๊มตราประทับเกรด "AAA" (ปลอดภัยสูงสุดเทียบเท่าพันธบัตรรัฐบาล) ลงไปบนห่อไส้กรอกเน่ามัดนี้! พอกลายเป็นตรา AAA... กองทุนบำนาญคุณตาคุณยาย และรัฐบาลทั่วโลก ก็แห่กันควักเงินมาซื้อห่อขยะนี้ไปซุกเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างสบายใจ เพราะนึกว่าไร้ความเสี่ยง!

แล้วโลกก็รุนแรง (Credit Default Swap)

เมื่อดอกเบี้ยอเมริกาเริ่มขยับตัวกลับขึ้น... ลูกค้า NINJA ทั้งผองก็ผ่อนบ้านต่อไม่ไหว เบี้ยวหนี้แห่ทิ้งกุญแจหนี!

  • แบงก์ยึดบ้านมาขาย... แต่พอบ้านยึดมีเยอะล้นตลาด "ราคาบ้านก็ร่วงหนัก"
  • เมื่อบ้านไม่มีราคา... ก้อนหนี้ CDO ก็ดิ่งทะลุเหลือมูลค่าเป็นศูนย์
  • ธนาคารทั่วโลกที่ถือพันธบัตร AAA เน่าอยู่ ขาดทุนป่นปี้ ล้มละลายรันแบงก์กันถ้วนหน้า! (Lehman Brothers ธนาคารอายุ 150 ปี ปิดฉากล้มสลายข้ามคืน)

ใครที่ได้ประโยชน์มั่งคั่งเละ? พวกขั้วตรงข้ามที่ฉลาดล้ำ (ตัวชูโรงในหนัง The Big Short) พวกเขาชิงไปตกลงซื้อสัญญาประกันความเสียหายใหญ่ที่เรียกว่า Credit Default Swap (CDS) ไว้ล่วงหน้า! ซึ่งเป็นการแทงพนันว่าอสังหาฯ อเมริกาต้องเสียหายแน่ร้อยเปอร์เซนต์ คนลุ่มนี้กอบโกยกำไรไปนับพันล้านดอลลาร์ในวันแห่งความโศกเศร้า

บทเรียนสำหรับนักลงทุนยุคใหม่

วิกฤตินี้สอนใจคุณอย่างแสบทรวงที่สุด 3 ข้อ:

  1. 1เมื่อใดช่างทำผม แท็กซี่ หรือคุณป้าข้างบ้าน... เดินมาบอกใบ้ชี้ช่องทางหาเงินที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก (Easy Money) เมื่อนั้นคือกังสดาลเตือนตายของ "ฟองสบู่!"
  2. 2อย่าไว้ใจคนจัดอันดับหรือนักวิเคราะห์ชื่อดังเด็ดขาด! Wall Street ห้อมล้อมด้วยผลประโยชน์เสมอ (Conflict of Interest) สถาบันชั้นนำปั๊มตรา AAA ปิดปิดบังความเสียหายใหญ่ เพราะเขาได้ค่าธรรมเนียม
  3. 3พอร์ตที่รอดตาย คือพอร์ตที่ไร้หนี้หน้ามืด (No Leverage): คนที่ลงทุนธรรมดา ทนถือหุ้นติดดอยก็แค่รอ 5 ปีหุ้นก็กลับมา... แต่คนที่ "กู้ยืมมาร์จิ้น" ไปซื้อสินทรัพย์ ความเสียหายใหญ่จะตัดสิทธิ์ล้างพอร์ตคุณตายคารังทันทีแบบไม่มีวันฟื้น

สรุปและ Call to Action

  1. 1วิกฤติ 2008 จุดกำเนิดจากสินเชื่อซับไพรม์เกรดขยะ มัดห่อเทปกาวหลอกขายเป็นตราสารโลก AAA
  2. 2เมื่อระบบทั้งหมดร้อยเรียงกันด้วยหนี้และ Leverage เมื่อโดมิโน่ตัวแรกขยับ โลกเสียหายตืนรันแบงก์ถ้วนหน้า
  3. 3วิกฤตใหญ่ลบล้างเศรษฐีขยะทิ้ง แต่สร้างโอกาสตอกเสาเข็มช้อนซื้อหุ้นพื้นฐานแกร่ง ให้กับนักลงทุนที่ยังมี 'เงินสด' ในกระเป๋า

ไม่มีใครพยากรณ์วิกฤตระดับโลกได้ล่วงหน้าแม่นทุกวันหรอกครับ สิ่งเดียวที่ปกป้องตอกฐานให้พอร์ตหุ้นอเมริกาคุณทนแรงลมพายุได้ คือการตั้งรับอัดฉีด "บริษัทและ ETF อมตะที่พื้นฐานดีปราศจากหนี้พิษพยัคฆ์" เข้าพอร์ตเสมอ ศึกษาหาตระกร้าหลบภัยในวิกฤติ และสแกนหุ้นต้านทานโลกสะเทือนได้แล้วผ่านเรดาร์หน้ากระดานโปรโตไทป์บน Bulltiq.com นะครับ

Disclaimer: วิกฤตความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน เป็นแบล็กสวอน (Black Swan) ที่ทำลายตรรกะมูลค่าการลงทุน กฎหมายความเข้มงวดของธนาคารในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นก้าวกระโดดนับแต่ปี 2008

ข้อสงวนสิทธิ์: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง