ยุคนี้ใครๆ ก็นับถือบูชายกเตาปิ้งย่างให้กับ Microsoft (MSFT) ครับ... บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก โตเอาๆ ปั้นรายได้ Cloud และ AI บดเจาะลึกกวาดเรียบวอลล์สตรีท เรามักจะได้ยินคำสอนปลอบใจว่า: "เออ ซื้อๆ ยักษ์ใหญ่ MSFT ทิ้งไว้เถอะ บริษัทระดับมหากาฬมันครองโลก ยังไงราคามันก็ต้องขึ้นต่อ พิงได้ยาวๆ สิบปีปลอดภัยชัวร์!"
แต่เดี๋ยวก่อน! ประวัติศาสตร์มักมีมุมดาร์ดซ่อนเหงื่อตกเสมอ... เพื่อนๆ ทราบไหมครับว่า ครั้งหนึ่งช่วงประวัติศาสตร์ยาวนานระหว่าง "ปี 1999 ลากเหงื่อยาวไปจนถึงปี 2013"... ใครที่กำหุ้น Microsoft ไว้ในมือตอนนั้น คุณจะเจอกับความอัปยศที่ต้องทนฝืนแบกยอดขาดทุนอมน้ำตา ขีดเส้นแบนราบเป็นคนนิ่งอยู่นานรวดเดียวนานข้ามทศวรรษ "เต็มๆ 14 ปี!" (ห๊ะ! นี่หุ้นมากป๋าหรือหุ้นเก็งกำไรสูงขยะวะเนี่ย?!)
ปรากฏการณ์หลุมดำนี้ถูกขนานนามว่า "The Lost Decade (ทศวรรษที่สูญหายของไมโครซอฟท์)" มันเกิดความบรรลัยอะไรขึ้นกับหน้าตักบริษัทผูกขาดตึกระฟ้าแห่งนี้?
เมื่อบริษัทยอดฮิต... เติมลมกาว Valuation แตกวิปริต!
ย้อนกลับไปช่วงปี 1999 (ยุคตื่นทองฟองสบู่ Dot-com) ณ วันนั้น Microsoft นำทัพโดยป๋าบิล เกตส์ ท้องฟ้าสดใสเป็นยอดบริษัทผูกขาดเหนือแผ่นดิน ทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านและออฟฟิศต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการ "Windows" และเสียรายเดือน "Office" (เงินไหลก่ายกอง) นักลงทุนฮึกเหิมหน้ามืดตามัว มโนว่า "โลกนี้ขาด Windows ไม่ได้! มากบริษัทกำไรอนันต์ มั่งคั่งเละแน่นอน!" เลยแห่รุมตะโกนประมูลซื้อหุ้นไล่ราคาขึ้นฟ้า...
จุดวินาศสันตะโรเกิดในวันที่ ราคาหุ้น MSFT พุ่งแตะระดับ P/E Ratio (ราคาเทียบกำไร) บ้าคลั่งลงทุนไปถึง 70-80 เท่า! แปลภาษาคนคือ: "นักลงทุนแบบไม่ต้องเลือกหุ้นเอง ยอมจ่ายเงินในอนาคตอันล่วงหน้าประเมินเกือบร้อยปี เพื่อขอซื้อยอดกำไรกระจึ๋งเดียวของไมโครซอฟท์ในวันนั้น!" ราคาบนกระดานมันเบิ้ลกระโดดหลุดอวกาศ วิ่งนำหน้าก้อนกำไรไปมากไกลลิบ
ถ้อยคำของนักรบงบ: "บริษัทดี ไม่ได้แปลว่าเป็น หุ้นที่น่าซื้อเสมอไป!"
พอฟองสบู่แตกโพล๊ะปุ๊บ! ในปี 2000 ราคา MSFT ก็รูดถล่มทลายลงมาตามแรงโน้มถ่วง ทีนี้ตลกร้ายระดับพระกาฬคือ: ตลอดระยะ 10 ปีถัดมา (2000-2010) ธุรกิจของ MSFT มียอดขายเติบโตและลงทุนกำไรผูกขาดอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น "ทุกปี" นะครับ! มันไม่เคยขาดทุนเลย หาเงินเก่งกว่าเดิมมหาศาล!
แล้วทำไมหุ้นหน้ากระดันมันถึง "ย่ำต๊อกๆ นอนแน่นิ่ง ไม่สะท้อนผลยอดขายเลยล่ะ?" พยานปากเอกคัมภีร์เซียนตอบว่า: เพราะตอนปี 1999 พวกเอ็งดันหน้ามืดไป 'ซื้อล่วงหน้าในราคาที่แพงโอเวอร์ Valuation ตึงเปรี๊ยะสุดกู่' ไปแล้วไงล่ะ! ดังนั้นต่อให้บริษัทยอดขายจะทำกำไรแกร่งก้าวไปข้างหน้าอีก 10 ปี...
มันก็เพิ่งจะเดินทำยอดผลิตเงินไล่ทบมาตามเสมอกราฟกาวๆ ที่ราคาผยองเว่อร์ไว้เมื่อทศวรรษที่แล้วนั่นแหละ! กว่ายอดกำไรจะเติบโตดุดันผสานมาดันตูดราคาหน้ากราฟของวันที่แพงได้... ชายคนนึงต้องรอทนขาดทุนอมเปรี้ยวไปถึง 14 ปีเต็ม!
การคืนชีพของพญาอินทรี (The Satya Nadella Era)
กำแพงคำสาป 14 ปีเสียหายลงในรุ่งอรุณปี 2014...
เมื่อสวรรค์ส่ง ซัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ก้าวขึ้นมาเป็น CEO คนใหม่ แกเข้ามาล้างท่อเปลี่ยนวัฒนธรรมอธิบายกำแพงองค์กรไดโนเสาร์อืดอาด และพลิกหางเสือบริษัทที่หากินกับขายแผ่นซีดี Windows ให้บุกหน้าหมุนพวงมาลัยเข้าสู่เส้นทางมหากาฬกำไร "ระบบ Cloud (Azure) และสมัครบริการเช่า Cloud รายเดือน" ผูกผสานกับสมรภูมิ AI สมัยใหม่ ก้อนกำไรมิติใหม่ (New S-Curve) ของซัตยามันทะยานรวดเร็วรุนแรงชนิดก้าวกระโดด...
จนในที่สุด ก้อนกำไรนั้นก็แบกหลังดันมูลค่า Valuation เดิม พุ่งทะลุรอดกรอบเพดาน 14 ปีได้และวิ่งขึ้นดีขึ้นมากแจกเด้งกำไรให้นักเทรดมั่งคั่งตาแตกจนถึงทุกวันนี้ครับ!
สรุปและ Call to Action
- 1บริษัทระดับสุดยอดผูกขาดโลก (Great Company) ถ้ายัดกระสุนซื้อในราคาที่แพงกาวปลิวละล่อง (Terrible Valuation) มันพร้อมตะบดเป็นหลุมฝังศพ "หุ้นกากเดนย่ำอยู่กับที่ข้ามทศวรรษ (Dead Stock)" ได้
- 2อย่าหลงงมงายเพียงชื่อเสียงแบรนด์ ต้องประเมินเกจวัดค่าขุนพลังราคา P/E ควบคู่แนวต้านกำไร (Price is what you pay, Value is what you get)
- 3ฐานมรดกผู้นำ (CEO Vision) คือหัวใจหลักชี้ขาด หากผู้นำก้าวเสาะหาน่านน้ำใหม่ (S-Curve) บริษัทไดโนเสาร์ก็ฟื้นคืนชีพสวิงกลับมามั่งคั่งเด้งได้
ฝากเตือนใจพี่ๆ ยุคนี้ที่กำลังวาดฝันไล่เหมาราคาหุ้นกลุ่มชิป AI สุดเดือดเลือดพล่าน (ที่ Valuation ปรี๊ดทะลุสเกล 80 เท่า) นะครับ... ระวังจะโชคติดรับกรรมซ้ำรอยถือปวดใจรอไปอีกทศวรรษน้า!
มาป้องกันความเสี่ยงและตรวจประเมินระดับสัญญาณความโคม่าความแพง (Forward P/E) ผนวกเทียบฐานข้อมูลปุ่มเตือนหลุมสำคัญ 10 ปีของหุ้นคุณ ผ่านชาร์ตกราฟิคเรดาร์สวยๆ บนแดชบอร์ท Bulltiq.com นะครับ สกรีนหาของถูกและดี จะได้ไม่ฝังเงินตายทิ้งข้ามรุ่นลูกครับผม!
Disclaimer: โมเมนตัมปรากฎการณ์ย่ำฐานทรงตัวกินระยะข้ามทศวรรษ (Lost Decade) มักถือกำเนิดตีคู่กับภาวะฟองสบู่คลั่งสะสม (Bubble) ในสถิติแวดวงทุนกว้าง ดัชนีหลักประคองดึงตัวมักใช้ระยะซ่อมแซมราว 2-4 ปีแตกต่างไป



