ถ้าพูดถึงตำแหน่ง "สุดยอดปรมาจารย์นักลงทุน" รายชื่อที่เราคุ้นหูคงหนีไม่พ้น มหาประลัยเก๋าเกมส์อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ สตีฟ โคเฮน... แต่มีชายอยู่หนึ่งคน ที่กดสถิติยิงรัวกวาดผลตอบแทน "หน้าด้านๆ เฉียบขาดและแม่นยำที่สุด จนเหมือนแกสวมแว่นทะลุมิติพยากรณ์อนาคตได้!" ชายคนนั้นคือเทพเจ้าฝั่งเดินดินรหัส ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) ผู้กุมบังเหียนพวงมาลัยพอร์ตกองทุน Fidelity Magellan Fund
กางหน้าสมุดหน้าจดปูมนักจดบันทึกประวัติศาสตร์การเงินสหรัฐฯ ผลงาน 13 ปีที่ลุงแกนั้งคุมทัพ (ตั้งแต่ตั้งกองปี 1977 จนถึง 1990) แกก่อกรรมทำสถิติชวนขนลุกไว้ว่า: กองทุนของลุง ฟันกำไรผลตอบแทนเฉลี่ยบวกทะลักนรกทกปี... ปั่นไปตกปีละ '29.2% !!' (แปลภาษาบ้านๆ: ถ้าคุณเอาเงินแสนนึงไปฝากลุง ลุงแกจะต้มเนรมิตให้กลายเป็นเงิน '2.8 ล้านบาท' อดทนนิดแค่สิบปีกว่าๆ !!) จนสถาบันวอลล์สตรีทหมอบกราบว่านี่คือผลงานเรคคอร์ดที่เพอร์เฟกต์ที่สุด และไม่มีหน้าไหนทำลายล้างได้อีก!
แกทำได้ยังไงกันวะ? ใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ผูกอัลกอริทึ่มหรือไง? เปล่าเลย! แกใช้ "ขาเดินตลาด" ครับ!
ขบวนการตีแสกหน้าอเมริกา: Invest in What You Know
ท่าโพสหลักสูตรฉบับลินช์ ไม่มีตารางวิเคราะห์ทรงสี่เหลี่ยมสมการหนืดๆ อะไรทั้งนั้น ปรัชญาดุดันที่สุดของแกมีแค่ท่อนเดียว: "จงเทซื้อลงทุน ไปกับสิ่งเหง้าธุรกิจธรรมดาแสนน่าเบื่อกากๆ ที่คุณพบเห็นเดินชนในชีวิตประจำวัน (Invest in What You Know)"
ลุงแกลงไปสำรวจร้านทาโก้ (Taco Bell) กินเสร็จบอกอร่อย! หรือเดินผ่านบาร์ห้างสรรพสินค้าเห็นภรรยาวัยรุ่นสะพายไหล่ช้อปชุดชั้นในป๊อป (Hanes) หรือแกพาลูกสาวไปซื้อของที่ร้านของเล่น (Toys "R" Us) ลูกสาวบอกเพื่อนหนูชอบซื้อจัง... แกจะแอบเหลียวหลังจดชื่อบริษัทเหล่านั้น แล้วกลับออฟฟิศไป "ส่องกราฟรุกอ่านบัญชีงบการเงินทะลวงตัวเลขหลังบ้านให้ลึกซึ้ง (Fundamental check)" หากฐานแกร่งไม่แฝงหนี้ แกเคาะเมามันส์ช้อนซื้อแหลก!
การทำแบบนี้มันคือกฎ "ดักหน้ากองทุนมหาลัย (The Edge of Main Street)" พวกผจก.กองทุนใส่สูทผูกไทในตึกนิวยอร์กโคตรโง่ครับ! พวกเขามานั่งรอคอยหนังสือพิมพืสแตปรายงานความสำเร็จยอดขาย... ขณะที่ "คุณธรรมดาที่เดินห้าง" สัมผัสเห็นคิวผู้บริโภคเข้าแถวเหมาล้นร้านมาเป็นปีๆ ล่วงหน้าแล้ว! ลินช์บอกว่า "กูแค่นั่งตักมองรอยยิ้มพวกชาวบ้าน... แล้วเข้าไปคว้านซื้อกอบโกยรอพวกตึกสูงมาดันราคาปาดขึ้น!" เซียนรายย่อยจึงชนะกองทัพเซียนตลาดได้แบเบอร์!
สร้างกงจักรพอร์ต "บ้าทะลุร้อยตัว"
ข้อแตกต่างบ้าบออีกข้อคือ: ถอทฤษฎีเป้าเดียว (Focus 10-20 หุ้น) ของปู่บัฟเฟตต์ทิ่มดินไปเลย... พอร์ตของกองทุนลินช์ แกขยันจัดกระจายไข่ ถือปะปนรุ่มร่ามหุ้นในตลับรวมๆ ถึง "1,400 ตัวบวก!!" (โว้ยตาแก่ แกจำชื่อได้ไงวะเนี่ย)
แกเคยอธิบายว่า "นี่ไม่ใช่การซื้อมั่ว... แต่เมื่อผมชำแหละเจอ 'หุ้นหมูสามชั้นเติบโตพรวดพราด (Tenbaggers กำไร 10 เด้ง)' ผมไม่ลังเลที่จะโปรยเงินตักเสี่ยงไว้ เพราะต่อให้หุ้นต๊อกต๋อย 30-40 ตัวในตะกร้าเจ๊งล้มละลายหายศูนย์... หุ้นตัวพ่อลูกรักที่เด้งขึ้นฟ้า 10 ก้าวเพียงไม่กี่หยิบมือ มันก็จะฉกฉวยตบโปะแบกหลังคลุมพอร์ตผมให้กำไรบานต๊ะเร้อร่าแวดล้อมเสร็จสรรพเอง!"
ชิงลาออก... ในวันที่พีคสุดยอด! จบตำนานอมตะ
หลังจากนั่งเคาะกราฟอัดกำไรดุเดือดเมามันไร้พ่าย 13 ปี... ปีเตอร์ ลินช์ ทิ้งพอร์ตกระถินหลักแสนล้าน ทุบโต๊ะประกาศ "ฉันขอลาออกเกษียณอายุด้วยวัยเพียง 46 ปี!" ช็อกวงการสถาบันทุกแวดวง!
สาเหตุ? แกอัดความขยันเข้าเส้น ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์ เดินทางบินดูงานโรงงานเป็นพันๆ ที่ต่อปีจนแทบไม่ได้เจอหน้าลูกสาวและภรรยาสุดที่รัก... ลินช์เลือกที่จะ "สลัดทิ้งผลประโยชน์มหัศจรรย์นับร้อยล้านเหรียญ" เอาช่วงรอยต่อคืนชีวิตครอบครัวมานอนเก๋าไถจอที่บ้าน วีรกรรมของแกฝังกลบตะปูยืนยันว่า: คุณธรรมดา ไม่ต้องจดโพยวอลสตรีต... ขอแค่หลงไหลรอบคอบพิจารณาสิ่งรอบตัว คุณก็ปราบตลาดรวยแสนล้านได้!
สรุปและ Call to Action
- 1.สุดยอดวิชามาร คือการเปิดตาชำเลืองสังเกตอนาคตร้านค้าปลีกที่คนต่อคิวตรึมหน้าห้าง (Scuttlebutt) ซึ่งไวกว่ารอ่านงบดุลโง่ๆ ที่ล่าช้าถึงสามเดือน
- 2.หุ้นเติบโตร้อยเด้งหน้าเบื่อ (Tenbaggers) มักเริ่มต้นในธุรกิจกระดาษกล่องที่เรียบง่าย ซ้ำซาก ไม่ล้ำหรูไฮเทค
- 3.ทฤษฎีอหังการขุมทรัพย์เงินแสนล้านไม่ได้ปราบด้วยคอมพิวเตอร์ แต่สยบด้วยความรู้ลึกในสิ่งที่ตนบริโภค
ถอดสูทตรรกะโยนเครื่องคิดเลขปราบเทอมินัลทิ้งลงลานประมูลไป! เดินส่องกระเป๋าแบร์นเนมแฟนสาวหรือพาสัตว์เลี้ยงไปรักษา แล้วเปิดโผหาสัญลักษณ์หุ้นหลังบ้านมันซะ... จากนั้นแอบมากางเช็กตัวเลขยอดมงกุฎความแข็งแกร่ง (Fundamentals) ผสานแนวหน้าเทรนด์ระดับสิบปี ที่ Bulltiq.com นะคร้าบ ส่องดูขุมพลังเบนเข็มรหัสลับสไตล์ปีเตอร์ ลินซ์ หน้าพอร์ตของคุณก็จะหล่อลื่นไหลปรื้ดพุ่งไม่เกรงใจเพื่อนโบรคเกอร์ชัวร์!
Disclaimer: ผลลัพธ์ปาฏิหาริย์ส่วนเกินโมเมนตัมพอร์ตปีเตอร์ลินซ์ (29% ต่อปี) ถือครองสถิติขั้นมหาบรรทัดฐาน ซึ่งนักประเมินรายย่อยส่วนใหญ่อาจบรรลุคาดหวังได้ทอนความรุนแรงลงตามกำลังทักษะปัจจัยผันแปรสภาพโลกปัจจุบัน