เคยมั้ยครับ... ที่คุณจะงงใจสุดๆ เวลาเห็นปฏิกิริยาประหลาดในแวดวงการเงินอเมริกา เช่น "ทำไมอีหุ้นขายเกมจวนเจ๊งอย่าง GameStop (GME) มันถึงพุ่งกระจุยพันเปอร์เซนต์ได้เพียงข้ามคืน?" หรือ "ทำไมตอนมีข่าวไวรัสโควิด หุ้นอเมริกาถึงดิ่งเละเทะจนหลุด Circuit Breaker 3 วันซ้อน?"
เหตุการณ์คลั่งเลือดพวกนี้ อธิบายด้วยตรรกะ P/E Ratio งบการเงินไม่รอดครับ มันอธิบายได้ด้วยสุดยอดคำศัพท์ประหลาดที่ Charlie Munger สร้างนิยามเฉพาะขึ้นมาเองว่า "The Lollapalooza Effect" (เอฟเฟกต์ลอลลาปาลูซา)!
Lollapalooza Effect คืออะไรกันแน่?
คำว่า Lollapalooza (อ่านว่า ลอลลา-ปาลู-ซ่า) ไม่ได้มาจากตำราวิชาการที่ไหน มังเกอร์คิดมุกประดิษฐ์ขึ้นมาหมายถึง: "ปรากฏการณ์เมื่ออคติ (Bias), แรงกระตุ้น (Incentives), และตัวเร่งพฤติกรรมมนุษย์หลายๆ ตัว... มากดปุ่มทำงานพร้อมกันทับซ้อนในทิศทางเดียวกัน จนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ขยายความสุดขั้วทางการกระทำที่ไม่อาจหยุดได้!"
กราบทฤษฎีง่ายๆ: ถ้าคุณถูกผึ้ง 1 ตัวต่อย คุณแค่เจ็บ (Bias 1 อย่างทำงาน) แต่ถ้าคุณเอาไม้ไปตีรังผึ้ง แล้วถูกกองทัพผึ้ง 10,000 ตัวรุมต่อย (Bias 10 อย่างทำงานทับกัน) คุณตายในนาทีนั้น! นี่ล่ะครับทัพ ลอลลาปาลูซา
ตัวอย่างของการก่อม็อบ (Lollapalooza) ในประวัติศาสตร์พอร์ตหุ้น!
มังเกอร์ชอบเอาทฤษฎีจิตวิทยามารุมอธิบายเหตุการณ์สุดดิ่งเหวครับ ลองผ่าศพ "มหากาพย์หุ้น GameStop ปี 2021" กันดู: มันไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางการเงิน แต่มันเป็น Lollapalooza สมบูรณ์แบบของ 4 พลังบวก:
- 1.Social Proof (พฤติกรรมแห่ตามฝูงชน): เห็นคนในบอร์ดเว็บบอร์ด Reddit (WallStreetBets) ซื้อกันเป็นแสนๆ คน เลยซื้อบ้าง! ฉันจะได้รวย
- 2.Authority Bias/Guru Effect: ผู้นำจ่าฝูงที่โชว์แบรนด์พอร์ตหลักล้านสั่งลุย ซ้ายขวา ทุกคนพุ่งใส่เหมือนรบสงคราม!
- 3.Loss Aversion สลับขั้วไขว้ (FOMO): กลัว "ตกรถ" (Fear of missing out) ความตายเสียหน้าจากการไม่ได้กำไรก้อนโตมันทิ่มแทงใจมากกว่าเสียตังฟรี
- 4.Reward Super-Response Incentive (ปุ่มรางวัลถูกกดแบบง่ายจัด): โบรคเกอร์ยุคใหม่เป็นแอปฟินเทคปุ่มเลื่อนมือถือไร้ค่าคอมเทรดฟรี ยิ่งกดเหมือนเล่นเกมคาสิโน สะกิดใจให้คนเผลอกดส่งคำสั่งง่ายดายกว่ายุคโบราณหลายสิบเท่า
พอ 4 ยอดกุมารอคติจับชนรวมปาร์ตี้พร้อมกันทิศทางเดียวกัน! เกิดเป็นจรวดม็อบลอลลาปาลูซา ลากหุ้นเน่า GME ไปเยาะเย้ยกองทุนเฮดจ์ฟันด์จนขาดทุนป่นปี้ทะลุล้านล้านดอลลาร์!
เอาตัวรอดยังไง ท่ามกลางปรากฏการณ์ Lollapalooza?
มังเกอร์ย้ำเตือนสุดตัวว่า กฎธรรมชาติข้อนี้ของบรรดามวลมนุษย์... มันรุนแรงมาก และทำให้นักเล่นหุ้น "หมดก้นหมดตัว" เอาได้ง่ายที่สุด! วิธีการหนีจรวดนิวเคลียร์ลูกนี้ มีทางรอดคือ:
1. จับตาดูสภาวะแวดล้อม Extreme (ขีดสุดวิสัย): เมื่อใดตลาดเริ่มมีคำว่า "รวยเละแบบไม่มีเหตุผล", "เทคโนโลยีใหม่กระโดดโลก" (เช่น ตอนจุดพีคเหรียญคริปโต หรือหุ้น AI ปลายทาง) หรือมีบรรยากาศการกดดัน "แห่แพนิคเซลล์ (Panic Sell) ทิ้งทุกบริษัทในโลกให้ดองก้นดิน" แสดงว่าลอลลาปาลูซาเริ่มร่ายรำ... หน้าที่ของคุณคือ หลับตาแล้วดึงสติกระชากกลับมาที่กระดาษงบฐานการเงินซะ (Fundamentals Only!)
2. พลิกวิกฤตซ้อนทับเป็นโอกาสชิงทรัพย์: ถ้าเกิด Lollapalooza ในฝั่งลบสุดขีด (ฟองสบู่แตก คนกลัวหนีตายรันแบงก์) จนกดให้หุ้นบลูชิพระดับเรือธงอย่าง Microsoft (MSFT), Apple (AAPL), หรืองูยักษ์ S&P 500 (VOO) ร่วงติดลบต่ำกว่าความเป็นจริงโคตรมหาศาล... สัญญาณนี้คือจังหวะช้อนปืนใหญ่ช้อนหุ้นเพชร ในทฤษฎี Margin of Safety โดยเฉพาะ!
สรุปและ Call to Action
- 1.มนุษย์เราไม่ได้โง่เพราะอคติแบบเพียวๆ 1 ข้อ ทว่ามันมักพังเละเทะยับเมื่อ อคติ (Bias) 3-4 ข้อทวีคูณซ้อนพลังกัน (Lollapalooza Effect)
- 2.ฟองสบู่ และจุดดิ่งหนีตายของตลาดหุ้นทุกตัวในประวัติศาตร์... มีเอฟเฟ็กต์ลูกโซ่นี้เป็นผู้กำกับหลัก
- 3.ยืนหยัดทำตัวขวางฝูงชนอย่างหนาแน่น และโฟกัสไปที่สเปคความจริงของบริษัทเสมอ
ในสภาวะที่กงเกวียนความบ้าคลั่ง Lollapalooza หมุนกวาดเทน้ำเทโคลนในแก็งค์ตลาดวอลสตรีท ถอยพอร์ตของคุณเข้าสิงแพลตฟอร์มกรองสถิติหน้าตาเยือกเย็นที่สุด หาเหตุผลกางโมเดลดูความเป็นไปของงบการเงินจริง ปลอดภัยทุกสายข่าวปั่นประจบ ได้ที่ฐานทัพความรู้ Bulltiq.com นะคร้าบ สติดับเครื่องชนครับผม!
Disclaimer: ทฤษฎีวิเคราะห์กลุ่มก้อนพฤติกรรม ไม่ใช่การันตีทิศทางขาขึ้น/ลง ตลาดการลงทุนทุกชนิตเผชิญกรอบผันแปรโปรดประเมินทรัพย์ส่วนตัวก่อนคลิกรับความเสี่ยง