ถ้าคุณเดินเข้าไปในคณะรั้งตึกเรียนเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่างมหาลัยชิคาโก (University of Chicago) คุณจะได้พบกับทฤษฎีโคตรศักดิ์สิทธิ์ที่นักวิชาการทุกคนกราบไหว้ มีชื่อเรียกว่า: "สมมติฐานตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis - EMH)"
เนื้อหาของมันอหังการข่มนักลงทุนรายย่อยมากครับ มันบอกว่า: "ในจักรวาลตลาดหุ้น ราคาหุ้นที่คุณเห็นบนหน้าจอ 100 ดอลลาร์... มันคือราคาที่ 'ถูกต้องเหมาะสมสะท้อนมิติสะเด็ดน้ำที่สุดแล้ว!' เพราะข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง (งบไตรมาสออก, ข่าวโควิดล้างโลก, สงครามยิงจรวด) มันถูกหุ่นยนต์วิเคราะห์สับรับรู้ผสานเข้าไปในราคาหุ้นอย่างรวดเร็วระดับเสี้ยววินาที"
สรุปคือ! คุณไม่มีวันค้นพบหุ้นหน้าโง่ที่ 'ราคาถูกกว่ามูลค่าจริง' หรอก! และคุณไม่มีทางแคร็กเอาหลบชนะตลาด (Beat the Market) ได้ในระยะยาว! เพราะทุกคนรู้พอกันหมด...
ถ้างั้นเราจะมานั่งงมเสียสายตาอ่านงบดุลแบบ ปู่ Warren Buffett ไปทำสากกะเบืออะไร ในเมื่อราคาดุ้นมันถูกตั้งเป๊ะไว้แล้ว? มาพิสูจน์ความเชื่อนี้กัน!
การสวนหมัดกลับของแก๊งค์ฝั่ง "วอลล์สตรีทเดินดิน"
ปู่บัฟเฟตต์เคยตอบโต้อาจารย์มหาลัยเหล่านั้นกลับด้วยหน้าตาปนขำว่า:
"ถ้าตลาดหุ้นมันมีประสิทธิภาพโคตรเพอร์เฟกต์ 100% ตลอดเวลาแบบที่มหาลัยสอน... งั้นข้าคงต้องไปเดินเร่ร่อนถือถ้วยขอทานอยู่ริมถนนแล้วล่ะ!"
เป็นความจริงที่ว่า EMH ถูกต้องในแง่ของก้อน "ความเร็วในการรับข่าวสารของคอมพิวเตอร์กว้านซื้อ" ทว่าตลาดลืมนำเอา ปัจจัยอารมณ์วิปริตบิดเบี้ยวของมนุษย์ (Human Emotion & Behavioral Finance) เข้าไปประมวลผลด้วย
มีสองจังหวะเวลาเด่นพล่านที่ "ตลาดจะเมายากันยุงสูญเสียสติ ควบคุมประสิทธิภาพกะโหลกกะลาแตกซ่านทิ้งลงขยะ":
1. วันที่เต็มไปด้วย 'ความบ้าคลั่งฟองสบู่ (Mania)' ถ้าตลาดเป็นของฉลาดจริง... แล้วทำไมในปี 1999 บริษัทหมาเน่าชื่อเติมทั้าย ".com" ที่ไม่มีกำไรสักแดง ถึงโดนผู้คนฝูงโคนิยมหน้ามือตามัวเก็งกำไรจนราคาพุ่งปาไปทะลุ P/E ติดหลัก 200 เท่าล่ะ? (ก็เพราะตรรกะมันพัง แต่ความโลภคนหมู่มากมันบดบังแทนไง!)
2. วันที่เต็มไปด้วย 'ความกลัวตายพินาศ (Panic)' ในปีวิกฤติวันแฮมเบอร์เกอร์หรือช่วงโควิดแรก หุ้นเทคฯ อย่าง Apple ราคาหล่นดิ่งถูกประหนึ่งของแบกะดินขายตลาดนัดตอนเช้าตรู่ ถ้าบอกว่าจุดนั้น Apple มีมูลค่า 40 เหรียญและเป็นราคาที่เหมาะสมตามข้อมูลวันนั้น... มันโง่สิ้นดี! ราคาดิ่งนรกขนาดนั้นเกิดจากที่กองทุนหนีแพนิคขายเหมาล้างรวบตัดขาดทุนเอาชีวิตรอดต่างหาก
บทแทรกแซง: เราจะชนะไอ้ตลาดสุดเนิร์ดนี้ได้ไง?
ทฤษฎีนี้มีเหลี่ยมที่ใช้ประยุกต์สอนหน้าพอร์ตมดงานอย่างคุณได้อย่างทรงพลังครับ:
- •สถิติแทงแสกหน้าชี้ชัดว่า มีกองทุนระดับปราชญ์ Mutual Funds กว่า 85% ของอเมริกา... "ไม่สามารถทำผลตอบแทนชนะงัดข้อกับดัชนี S&P 500 ได้ในระยะยาวสิบปี!" (แสดงให้เห็นผลพวงว่า ในเวลาปกติ... ตลาดกว้านมันฉลาดจริงๆ มึงสู้คอมพิวเตอร์กอบข้อมูลไม่ไหวหรอก)
- •ช่องโหว่เดียวที่คุณจะโกยเงินรวยรัดทึ้งจากทฤษฎีนี้ได้ คือรอจังหวะที่ "ตลาดผีพรายบ้าคลั่งเหวี่ยงกระฉูด" และ "ดิ่งแพนิคเทขายหน้ามืดสิ้นหวัง" แล้วแอบเดินเข้าไปช้อนของดีในวันที่สติของวอลล์สตรีตหลุดกระเจิง!
สรุปและ Call to Action
- 1.Efficient Market ประเมินดัชนีภาพรวมมีประสิทธิภาพแม่นเป๊ะเกือบ 80% ของระเวลาทั้งหมด ในสภาวะสงบสุข การเดาสุ่มเอาชนะมันทำยากมาก
- 2.แคร็กจุดอ่อนของมันคือ... พฤติกรรมหมู่ "ความโลภ" และ "ความกลัว" ของตึกอาคารหลักทรัพย์ ที่ทำให้ราคาเบลอหลุดเบียงเบนออกจากปัจจัยพื้นฐานหน้าตาเฉย
- 3.ถ้าคุณขยันเก็งกำไรพยายามสู้ตีตลาด... คุณจะหน้าพังเสียค่าฟรีธรรมเนียม แต่ถ้าคุณนิ่งทนพิงพอร์ตดัชนีไปยาวๆ คุณจะได้โต้คลื่นผลตอบแทนเสมอตลาดโดยไร้รอยช้ำ
ปล่อยให้พวกจบมิติบัญชีวอลล์สตรีทตีตบกันด่าพุ่งรบความเชื่อในทฤษฎีนี้ต่อไปเถอะครับ! สิ่งที่คุณควรทำคือยื้อแย่งขอบกำไรแบบสงบๆ ผ่าแนวทางซื้อผสมอัดก้อนทบต้นไปกับกองพลผู้ครองแอฟริกา ETF วาติกันสหรัฐอเมริกา ที่หน้าเครื่องมือร่อนตะแกรงของ Bulltiq.com นะครับ เราซ้อมโมเดลหลังบ้านให้คุณเทียบกราฟพอร์ตตัวเองประชันกับดัชนีตลาดเสมอ มาเอาชนะก้อนหินวิชาการพวกนี้กันแบบเสถียรรายเดือนเถอะครับ!
Disclaimer: ทัฆษะการปั่นตังอาศัยความเชื่อเรื่องตลาดแผกผัน ควรประยุกต์เข้าจับตาพอร์ตตนเองเสมอ อย่าโอนเอนตามแรงโฆษณาฉูดฉาด การทุ่มซื้อหุ้นหวังแซงหักดัชนีมีภาระหน้าตักที่ตามมาคือการขาดทุนฝ่อสลายติดลบ