มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลกที่คลั่งไคล้... "เรื่องเล่า (Stories)" ตั้งแต่ยุครวมกลุ่มรอบกองไฟ ฟังนิทานปกรณัม มาจนถึงยุคดู Netflix ซีรีส์เกาหลี
สมองของเราเกลียดชัง "ความว่างเปล่าของการไม่รู้เหตุผล" หรือข้อมูลดิบมั่วๆ ที่ไม่มีทิศทาง (Randomness) มันจึงพยายามบังคับถักทอเอาชุดข้อมูลที่กระจายๆ มาผูกปมเป็น เรื่องราวชวนฟัง มีปฐมบท ไคลแมกซ์ และบทสรุป เพื่อให้เราจำง่ายขึ้น
แต่ในแวดวงนักลงทุนวอล์สตรีท... ปีศาจที่ชื่อ Narrative Fallacy (ความหลงผิดจากเรื่องเล่า) ตัวนี้แหละ ที่หลอกปั่นหุ้นทำให้นักลงทุนตายเกลื่อนตลาดมาหลายชั่วข้ามคืน (Kahneman ยืมคำศัพท์นี้มาจาก Nassim Taleb ศาสดาของคนเขียนเรื่อง Black Swan)
ทำไมเราถึงหลงรัก Story ของเศรษฐี?
ลองมองดูสื่อการเงินทุกวันนี้นะครับ...
เมื่อบริษัท Google (GOOGL) กำไรพุ่งพยาน นักข่าวจะเขียนนิยายมาสรรเสริญว่า: "เพราะ CEO มีวิสัยทัศน์เฉียบคม ระบบการทำงานที่สุดล้ำเปิดกว้างให้ชั่วโมงครีเอทีฟ 20% ผลักดันเกิดนวัตกรรมกระหึ่มเหนือคู่แข่ง!"
แต่พอวันต่อมา หุ้นราคาตกร่วงทุบ สื่อเจ้าเดิมก็ออกมาพาดหัวใหม่: "วัฒนธรรมองค์กรเสื่อมถอย พนักงาน Google หมดไฟ ไร้ประสิทธิภาพเพราะบริษัทอุ้ยอ้ายเกินแกง..."
นี่แหละคือปัญหาของ Narrative Fallacy! เราจับแพะมาชนแกะ เอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (หุ้นตก หรือ หุ้นขึ้น) ไปโยงกับสาเหตุสักอย่างที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเอง (เรื่องวัฒนธรรมองค์กร, ผู้บริหาร) ทั้งๆ ที่บางครั้ง ต้นเหตุมันอาจจะเกิดจากแรงส่งดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อโลก หรือความซวยสุ่มเสี่ยงเฉยๆ ก็ได้!
เมื่อบริษัท "ขายฝัน" (Pitch Deck) ทำลายพอร์ต
ปัญหาคือ "นักลงทุนไทยใจร้อน" มักตกเป็นเหยื่อของการตลาดนี้ บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยี (โดยเฉพาะในยุคกาวเหรียญคริปโต หรือพลังงานใหม่) มักใช้นิทานชวนฝัน: "เราคือบริษัทดิสรัปเตอร์ (Disruptor) นวัตกรรม AI ของเราจะโค่นผู้ยิ่งใหญ่ออกไป และทำให้ทุกคนใช้งานได้อย่างอิสระภาพ!"
ตอนฟังจบคุณลุกขึ้นยืนปรบมือ... System 1 สั่งการให้รีบเคาะซื้อหุ้นทันที! คุณล้อมรอบความสนใจไว้กับเรื่องวิสัยทัศน์พระเอกทะลวงโลก แต่ดันลืมเปิดเข้าไปดูแฟ้มสถิติตัวเลข (System 2):
- •บริษัทมีกำไรดำเนินงานแล้วหรือยัง? (งบยังติดลบพันล้าน?)
- •หนี้สินกับกระแสเงินสดจะหมุนไปรอดไหม?
- •ความห่างเปรียบเทียบใน P/E Ratio มันพองโตเป็นบอลลูน 300 เท่าแล้วเกินเลยหรือไร!
แยก "สัญญาณ (Signal)" ออกจาก "เสียงรบกวนนิยาย (Noise)"
เพื่อให้รอดจากดงนักขายฝัน คุณต้องเอาเกราะกะบังแสงมาครอบหัว แล้วลงมือทำ 2 สิ่งนี้:
1. จงทำตัวเป็นคนไร้หัวใจทางการลงทุน (Focus on the Numbers): เมื่อใดที่เอกสารนำเสนอ (Presentation) ของบริษัทมีประโยคคำวิเศษณ์เริ่ดหรูเยอะๆ (เช่น ระดับโลก ปฏิวัติวงการ ความศิวิไลซ์เหนือจินตนาการ)... ให้เอาดินสอขีดเส้นดำคาดทับมันซะ! แล้วจ้องไปที่ บรรทัด "Operating Cash Flow", "EBITDA Margin" และ "Revenue Growth Rate" นั่นคือความจริง (Signal) นิทานโลกสวยคือ (Noise)
2. ทดลองสลับฉากจบเรื่อง (Counterfactual Thinking): ถ้าคุณเริ่มเคลิ้มคล้อยตามว่า "บริษัทนี้ต้องไปชนะตลาดขาดรอยแน่" ลองนึกภาพตรงกันข้ามดู: ถ้าย้อนกลับไปจุดเดียวกัน แต่สมมติให้บริษัทนี้ดันเจ๊ง? អ្នកคิดว่าอุปสรรคและพงหนามที่รอขวางทางเรื่องราวแสนหวานมี่จุดบอดตรงไหนบ้าง?
สรุปและ Call to Action
- 1.มนุษย์ถูกสร้างมาให้หลงใหลเรื่องเล่านิทานที่มีฮีโร่อยู่ตรงกลาง (Narrative Fallacy)
- 2.บริษัทจดทะเบียนและสำนักข่าว ชอบแพ็คข้อมูลดิบยัดลงกล่องร้อยเรียงกันเป็นนิยายให้เสพง่าย
- 3.นิทานสร้างฟองสบู่ราคาหุ้นได้ไวที่สุด แต่ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายของการเงินงบดุล คือตัวตัดสินความอยู่รอด!
อย่าปล่อยให้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) หรือแจ็ค หม่า ใช้วาทศิลป์ในพอดแคสต์มาเสกมนต์สะกดกระเป๋าตังค์ของคุณ! เปลี่ยนจากฟังเรื่องเล่ามาเลาะตะเข็บแสกนโมเดลข้อมูลดิบและกราฟงบการเงินจริงของบริษัทยักษ์ระดับโลกแบบปราศจากอคติได้บนหน้าปัดวิเคราะห์ของ Bulltiq.com นะครับ เรื่องตัวเลขเราไม่เคยโกหกใครครับ!
Disclaimer: ทักษะวิสัยทัศน์ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจมีความสำคัญจริงต่อผลสำเร็จ แต่โปรเตือนตนให้พิจารณาตัวเลขสภาพคล่องบนงบดุลเป็นเครื่องยืนยันกำแพงชั้นในเสมอ