ถ้าคุณเห็นป้ายโฆษณาในหนังสือพิมพ์: "กองทุนสุดเทพ X ให้ผลตอบแทนทะลุปรอท 50% กวาดแชมป์กองทุนเด่นขจรสหรัฐฯ ในรอบปีที่ผ่านมา!" สัญชาตญาณลึกๆ ของนักเก็งกำไรในหัวใจคุณคือเตรียมนับเงินโยกย้ายเงินออมทั้งชีวิต เข้าไปซบบริษัทผู้จัดการกองทุนเจ้านี้แน่ๆ... "เพราะผู้จัดการคนนี้เขาต้องเทพประทานสุดขีดไปอีกสิบปี!"
แต่กฎธรรมชาติข้อหนึ่งที่นักบรรณรักษ์สถิติอย่าง Daniel Kahneman ทิ้งมีดคมกริบไว้แทงใจพฤติกรรมนี้คือ: "อะไรที่สุดโต่งเกินเบอร์ สุดท้ายมันจะถูกแรงดึงดูดกระชากกลับมาเข้าสู้เส้นค่าเฉลี่ยเสมอ" (Regression to the Mean)
"ความเก่งกาจ" ผสม "ความเฮงมหาศาล"
เวลาสอบของนักเรียนห้องเรียนทั่วไป... คนที่ได้ท็อปคะแนนเต็มในวิชาแรก มักจะทำคะแนนวิชาที่สองได้น้อยลงกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะเขาโง่ลง หรือขี้เกียจขึ้น! แต่มันเป็นเพราะผลงานที่สุดบ้าคลั่งทะลุขีดจำกัด มักจะเกิดจากประกอบร่างของ 2 ถ้วยรางวัลคือ:
- 1.ความสามารถ (Skill)
- 2.ความโชคดีมหาศาลที่จังหวะชีวิตตรงกึ่งสภาวะแป๊ะๆ (Absolute Luck!)
ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน... ปีที่แล้ว ARKK ETF (ของ Cathie Wood) พุ่งกระฉูดกว่าร้อยเปอร์เซนต์! ถามว่าเธอเก่งไหม? คาธี วูด เธอก็ฉลาดล้ำสุดๆ อยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งคือกระแสพลังลมแรงส่งช่วงโควิด ล็อกดาวน์กดปุ่มให้เทคฯ หุ้นซูมอัดฉีดเติบโตแรงเกินเบอร์
และเมื่อ "ดวงเฮง" ระเหยหายไป หุ้นลูกรักพวกนั้นก็จะเข้าหมวด "Regression to the Mean" (หวนคืนกลับค่าเฉลี่ย) ทำให้ปีต่อๆ มาหล่นวูบแรงดิ่งนรกดึงค่าเฉลี่ยกลับลงมาบรรจบที่เส้นกึ่งโลก (Mean) อยู่ดี!
หายนะของคนชอบ "วิ่งไล่ตามแชมป์ (Chasing Returns)"
The SPIVA Report (รายงานวัดเรตติ้งผู้จัดการกองทุนระดับโลก) ยืนยันสถิติช็อกโลกข้อนี้: กองทุนแบบ Actively Managed ที่ได้ผลตอบแทนลอยฟ้า "ติด Top 25% ที่เก่งที่สุดในปีที่ 1" เมื่อผ่านไปอีกแค่ 5 ปี จะมีไอ้กองทุนระดับ Top พวกนั้น เหลือรอดติดอันดับหัวกะทิหน้าตาเดิม เพียงไม่ถึง 5% เท่านั้น!!
ถ้าคุณลงทุนด้วยวิธี: เห็นกองทุนไหนเพิร์ฟฟอร์มดีปีนี้ แล้วปีหน้าค่อยสับคิวท์เปลี่ยนพอร์ตตามไปซื้อกระเช้าผู้จัดการใหม่ คุณจะตกเป็นเหยื่อของการ "ซื้อของแพงสุดขีด (Buy High)" ตรงขอบหน้าผา แล้วโดนแรงโน้มถ่วงค่าเฉลี่ยสอยร่วงทำพอร์ตคุณติดดอยเสมอ!
การประยุกต์ใช้ กฎหลุมดำค่าเฉลี่ย ในชีวิตจริง
เราจะรอดพ้นหลักการ Regression to the Mean แถมยังฉวยโอกาสปั้นมันเข้าเป็นฝ่ายเราได้อย่างไร?
1. จงถ่อมตัวลงต่อผลกำไรของตัวเอง: ปีไหนที่คุณซื้อหุ้น Apple (AAPL) หรือ Nvidia (NVDA) ได้กำไร 60% อย่าเพิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องคิดลาออกจากงานด่วน! คุณไม่ได้กลายเป็นบัฟเฟตต์ แต่คุณอาศัยบนยอดวงจรขาขึ้น (Bull Market) วันหนึ่งพอร์ตคุณก็จะต้องผ่อนเบาๆ ลงมาแตะค่าเฉลี่ยผลตอบแทนระดับ 10-12% ปกติ
2. กระจายความเสี่ยงด้วย Index Fund (ให้ดัชนีเป็นกระแสกลาง): ถ้ากลัวการวิ่งเดาหา The Winner ที่เดี๋ยวปีหน้าก็ฟุบลงไปนอนตาย ให้ซื้อขบวนรถไฟแห่ง "เส้นค่าเฉลี่ยซะเลยสิครับ!" ด้วยการสะสม S&P 500 ETF (เช่น IVV, VOO) นี่คือดัชนีที่ดูดเอาทั้งคนเก่งและคนห่วยเข้ามารวมในหม้อเดียวกัน คุณจะรับรู้ค่าเฉลี่ยความมั่งคั่งมหาอำนาจโลก ที่เสถียรเติบโต ไม่ต้องวิ่งอ้วกแตกกับการหนีค่าเบี่ยงเบน
3. หาประโยชน์จากฝั่งตรงข้าม (Buy the Losers): ถ้าบริษัทบลูชิพที่ยั่งยืนและงบดีมาก ดันบังเอิญโชคร้าย (Bad Luck) แล้วราคาหุ้นร่วงติดดินดิ่งลงไป -30% จากความตกใจ... คุณจงจำไว้ว่า "สิ่งห่วยสุดขั้ว" สุดท้ายมันก็มีโอกาสถีบตัวทะลึ่งกลับขึ้นมาสู่ "ความปกติดีเท่าเดิมตามค่าเฉลี่ย" ได้เช่นกัน (ซึ่งเหล่านักลงทุน Value Investors ชอบหลักการพลิกชิงจังหวะธรรมชาตินี้มาก!)
สรุปและ Call to Action
- 1.ความสำเร็จสุดอลังการ มักพึ่งพาโชคช่วยด้วยเสมอ เมื่อโชคหมดก๊อก มันจะถูกแรงดึงกลับสู่ค่าเฉลี่ย (Regression to the Mean)
- 2.กองทุนที่กำไรสูงที่สุดปีนี้ ไม่เคยรับประกันว่าจะเป็นแชมป์ในปีหน้า การวิ่งไล่ซื้อตามผลประกอบการย้อนหลัง (Chasing Performance) คือลานสังหารโหดสุด
- 3.ถ้าอยากปั้นพอร์ตไม่เหนื่อยหัวใจ ให้เกาะเสาหลักค่ากึ่งกลางของดัชนีอ้างอิงให้แน่นแฟ้น
ไม่ต้องวิ่งหอบแห่กย้ายเงินลงทุนเปลี่ยนม้ารองบ่อนไปตามกระดานพาดหัวข่าวในกระดาษประจำปีหรอกครับ! เปลี่ยนแผนการสะสมความั่งคั่งผ่านค่าเฉลี่ยรวมระดับทวีป อย่าง ETF กองทรายโลก (VT, VTI, VOO) ลองกางวิเคราะห์ผลประกอบการณ์ผ่ากลางดัชนีได้เลยบนลิสวิเคราะห์ Bulltiq.com นะครับ เราจะดึงความมั่นคงให้แนบชิดมือคุณไว้ตลอดกาล!
Disclaimer: ทฤษฎีวิชาสถิตินี้ประเมินทิศทางแรงดึงดูดของสภาพอากาศผันแปร แต่ไม่รับรองความผันผวนการกลับตัวของบริษัทที่มีสัญญาณการล้มละลายที่แท้จริง