เวลาที่นักลงทุนไทยมานั่งจับกลุ่มคุยเรื่องตลาดหุ้น บทสนทนายอดฮิตที่กินขาดมักจะเป็น: "หุ้นตัวนี้นะน้อง จ่ายปันผลตั้ง 8% ต่อปี พี่ยิ้มแฉ่งกินยันลูกบวช หุ้นจะตกก็ช่างมันดิวะ!"
ฟีลภาพฝันของ "เสือนอนกิน Passive Income" มันหอมหวานใช่ไหมล่ะครับ? แต่รู้หรือเปล่าครับว่า Philip Fisher (บิดาแห่งการลงทุนฝั่งเน้นโต Growth Investing) เคยสอน Warren Buffett เอาไว้ว่า... หุ้นชั้นยอดที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณให้เป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านได้ "มักจะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลโคตรขี้เหนียว หรือไม่จ่ายเลยทั้งชาติ!"
อ้าว! แล้วมันจะได้กำไรตรงไหน? วันนี้เรามากะเทาะเปลือกปัญหากับดักปันผล ที่ขัดขวางความรวยแบบ Growth กันครับ
2 ทางเลือกเมื่อบริษัททำกำไร (เงิน 100 บาทจะเอาไปไหนดี?)
สมมติคุณเป็นซีอีโอบริษัทขายโดนัทที่โคตรเก่ง ปีนี้คุณทำกำไรบรรทัดสุดท้ายได้ 100 บาทถ้วน คุณมีทางแยกสองแพร่ง:
ทางเลือกที่ 1: แจกปันผลให้นักลงทุน (Dividend Play) คุณเอา 100 บาท โอนเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นทุกคน (เย้! ทุกคนเอาเงินไปซื้อข้าวกิน) แต่... พอปีหน้า บริษัทของคุณก็ยังคงมีร้านโดนัทเท่าเดิม 1 สาขา ผลิตกำไรได้ 100 บาทเท่าเดิม... โตไม่ได้แล้วเพราะผู้ถือหุ้นสูบเลือดสูบเนื้อเงินไปเกลี้ยง!
ทางเลือกที่ 2: นำกำไรไปทบต้นลงทุนต่อ (Retained Earnings / Reinvestment) นี่คือสิ่งที่ Fisher คลั่งไคล้! สมมติคุณ (ในฐานะ CEO) เก็บ 100 บาทนั้นไว้แน่นกระเป๋า แล้วเอาไปวิจัย "โดนัทรสใหม่สูตรน้ำตาลศูนย์เปอร์เซ็นต์" (R&D) และเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 แห่งทั่วประเทศ! ปีหน้า... กำไรของบริษัทจะกระเถิบพุ่งเป็น 500 บาท!
และเดาได้ไหมครับ ว่าเมื่อกำไรพุ่ง 5 เท่า... ราคาหุ้นเบื้องหน้าในตลาดกระดานมันจะทะยานขึ้นกี่สิบเด้ง? นี่คืออภินิหารขุมทรัพย์ดอกเบี้ยทบต้น (Compounding Machine) ของขนานแท้ครับ!
ตัวอย่างโลกความจริง: Berkshire Hathaway และ Amazon
Warren Buffett เป็นศิษย์เอกของฟิชเชอร์ที่รับทฤษฎีนี้มาเต็มแม็กซ์ บริษัท Berkshire ของเขา ไม่เคยจ่ายปันผลเลยสักแดงเดียวตั้งแต่ปี 1967! เขาให้เหตุผลดุดันว่า "ถ้าเงิน 1 ดอลลาร์อยู่กับคุณ คุณอาจจะเอาไปฝากธนาคารได้ดอก 2% แต่ถ้าเงิน 1 ดอลลาร์นั้นอยู่กับฉัน ฉันจะเอาไปซื้อเครื่องจักร สร้างกำไรให้มันงอกเงยเป็น 20% คุณเลือกสิว่าอยากถือเงินเอง หรืออยากให้คนเก่งๆ อย่างฉันทำงานแทน!"
อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Amazon (AMZN) ในยุคแรกเริ่ม เจฟฟ์ เบโซส์ เอากำไรทุกซอกทุกมุม มุดกลับไปสร้างโกดัง ขยายทำคลาวด์ AWS (Amazon Web Services) จนราคาหุ้นเติบโตอัดฉีดเกินหมื่นเปอร์เซ็นต์! ใครที่อยากได้ปันผลจาก Amazon คงได้แต่นั่งตาปริบๆ หยอดกระปุกส่ายหัว
ข้อควรระวัง: ไม่ใช่ทุกบริษัทคู่ควรกับการกลืนปันผล!
คำเตือนแรงๆ: Fisher ไม่ได้บอกว่า "หุ้นไม่จ่ายปันผล = หุ้นดี" เสมอไปนะครับ!
- •ถ้าบริษัทคุณภาพห่วย ผู้บริหารห่วย: เก็บเงินกำไรไว้ก็เปล่าประโยชน์ เอาไปขยายสาขาเจ๊งๆ ไร้หัวคิด แบบนี้เอาปันผลแจกทิ้งมาให้เราดีกว่า! (Yield Trap ควบคุมความสูญเสีย)
- •ถ้าบริษัทคุณภาพเทพ ผู้บริหารมือพระกาฬ (ROIC สูง): ขอร้องล่ะ! อย่าสะกิดเอาปันผลจากเขา ให้เข่อมอมเงินสดไว้สร้างอาณาจักรให้เราเถอะ!
สรุปและ Call to Action
- 1.ปันผลสูงลิ่ว (Dividend Yield) มักแปลใจความหมายได้สองทาง: 1. หุ้นราคาตกยับจนเปอเซ็นปันผลดีดตาแตก, 2. บริษัท "หมดเรี่ยวแรงเติบโตทางธุรกิจแล้ว" (Mature Phase) ขยายสาขาเพิ่มไม่ได้เลยจำต้องคืนเงิน
- 2.หุ้น Growth ระดับ 10 เด้ง จะโหยหากระแสเงินสดมหาศาลเพื่อลงทุนวิจัย R&D หรือสร้างฐานนวัตกรรมปิดคูเมือง
- 3.มหาเศรษฐีวอลล์สตรีท ส่วนใหญ่ปั้นสินทรัพย์พันล้านจากการทนเก็บหุ้นที่ไม่คายปันผล (Capital Gain ทรงพลังกว่าปันผลกินรายปี)
เลิกหลงเสน่ห์ตัวเลข 8% ในพอร์ตที่กระดาษปันผลบอก! แอดมินขอเชื้อเชิญให้คุณลองดึงงบ Reinvestment และค่า ROIC ทะลุจดองก์กรสหรัฐแบบสาย Growth ผ่านแว่นขยายข้อมูลชั้นยอดบนกระดาน Bulltiq.com ดูสิครับ ETF สาย Growth อเมริกัน (เช่น QQQM, SCHG) ให้พิสูจน์ผลลัพธ์ทะยานกราฟพุ่งสะใจเหนือตลาดกินขาดเลยครับผม!
Disclaimer: ทฤษฎีแอนตี้หุ้นปันผลเน้นไปที่การเติบโตของส่วนต่างราคาเท่านั่น ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนวัยเกษียณที่หิวพึ่งพิงกระแสเงินสดสภาพคล่องรายเดือน ทศนิยมราคาหลักทรัพย์อาจผันผวนโหดร้าย