🔗ลิงก์ข้อมูลเพิ่มเติม
📊กราฟราคา
📈ข้อมูลสำคัญ
📝บทวิเคราะห์ภาษาไทย
บริษัทนี้คืออะไร ทำอะไร
Amazon.com Inc. คือ "ร้านค้าที่ขายทุกอย่าง" (The Everything Store) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (AWS) ด้วย
Jeff Bezos ก่อตั้ง Amazon ด้วยแนวคิด "วงล้อแห่งการเติบโต" (Flywheel Effect): ราคาถูก -> ลูกค้าเยอะ -> ผู้ขายเยอะ -> ตัวเลือกสินค้าเยอะ -> ประสบการณ์ดี -> ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ วนไปเรื่อยๆ จนคู่แข่งตามไม่ทัน
นอกจาก E-commerce แล้ว Amazon ยังเป็นเจ้าของระบบขนส่งโลจิสติกส์ระดับโลกที่ส่งของได้ภายในวันเดียว (Prime), ธุรกิจสื่อ (Prime Video, Twitch), และร้านค้าปลีกออฟไลน์ (Whole Foods Market)
ประวัติและความเป็นมา
ก่อตั้งปี 1994 เริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์ รอดพ้นวิกฤต Dot-com มาได้และขยายสู่สินค้าทุกประเภท
นวัตกรรมเปลี่ยนโลกของ Amazon คือบริการ "Amazon Web Services (AWS)" ที่เปิดตัวปี 2006 ซึ่งตอนแรกทำเพื่อแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์ภายในของตัวเอง แต่กลับกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุดให้บริษัท
โมเดลธุรกิจและแหล่งรายได้
1. North America & International (E-commerce): รายได้จากการขายสินค้าทั้งที่ Amazon ขายเอง (1st Party) และค่าธรรมเนียมจากผู้ขายภายนอก (3rd Party Seller Services) ธุรกิจนี้มีรายได้มหาศาลแต่กำไรบางเฉียบ (Low Margin) เน้น Volume
2. AWS (Amazon Web Services): ให้เช่าพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลก (ประมาณ 30%+) ธุรกิจนี้รายได้น้อยกว่า E-commerce แต่ทำกำไรมหาศาล (รากฐานกำไรของบริษัทมาจากส่วนนี้)
3. Advertising Services: ธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรง Amazon ขายโฆษณาในผลการค้นหาสินค้า ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากเพราะคนที่เข้ามาในเว็บ Amazon คือคนที่มี "ความตั้งใจซื้อ" (Purchase Intent) อยู่แล้ว
4. Subscription Services: ค่าสมาชิก Amazon Prime (ส่งฟรี ดูหนังฟรี) ที่มีสมาชิกกว่า 200 ล้านคน เป็นเหมือนคูเมือง (Moat) ที่ขังลูกค้าไว้ในระบบ
ผลประกอบการและฐานะการเงิน
Amazon มักจะมีกำไรสุทธิผันผวนเพราะนำเงินไปลงทุนซ้ำ (Re-invest) อย่างหนักตลอดเวลาในการสร้างโกดัง ระบบขนส่ง และ Data Center
ความเสี่ยง
1. การแข่งขันใน Cloud: AWS โดน Microsoft Azure ไล่จี้ส่วนแบ่งตลาด และ Google Cloud ก็เร่งเติบโต
2. การแข่งขันจากจีน: แพลตฟอร์มอย่าง Temu และ Shein เข้ามาแย่งตลาดสินค้าราคาถูกด้วยกลยุทธ์ตัดราคา
3. กฎหมาย Antitrust: FTC ฟ้อง Amazon เรื่องการผูกขาดและการเอารัดเอาเปรียบผู้ขายรายย่อย ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับแยกธุรกิจ
การเติบโตและโอกาส
1. Efficiency Year: หลังจากลงทุนมากเกินไปช่วงโควิด Amazon เริ่มลดต้นทุน ปลดพนักงาน และปรับระบบขนส่งใหม่ (Regionalization) ทำให้กำไรจาก E-commerce พลิกกลับมาดีขึ้นมาก
2. Generative AI on AWS: AWS กำลังเร่งเครื่องเรื่อง AI (Bedrock, Trainium chips) เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า Cloud ให้ Azure
3. โฆษณา (Ads): ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะโฆษณาวิดีโอใน Prime Video
4. Project Kuiper: โครงการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (คล้าย Starlink) เพื่อขยายฐานลูกค้า
สรุปและมุมมอง
Amazon เป็นหุ้น "King of Scale" ที่ครองตลาดสำคัญถึง 3 ตลาด (E-commerce, Cloud, Logistics) ยากที่ใครจะล้มได้
จุดเด่นคือกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการมีธุรกิจหลากหลาย (Conglomerate) ในช่วงที่เศรษฐกิจดี คนซื้อของเยอะ E-commerce โต ในช่วงที่บริษัทเน้นเทคโนโลยี Cloud โต
เหมาะสำหรับ: นักลงทุนระยะยาวที่มองหาหุ้นเติบโตที่แข็งแกร่ง (Growth at Scale) และเชื่อมั่นว่า Amazon จะยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการค้าและไอทีโลกต่อไป
⚠️ คำเตือน:
ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน กรุณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน