AM

AMZN

สินค้าไม่จำเป็น

Amazon.com Inc.

$356.20$3.69 (+1.04%)

📊กราฟราคา

📈ข้อมูลสำคัญ

สูงสุด 52 สัปดาห์
$452.99
ต่ำสุด 52 สัปดาห์
$256.99
P/E Ratio
42.46
EPS
$14.15
เงินปันผล
1.70%
Beta
1.40
ปริมาณ
11.34M
มูลค่าตลาด
$3.00T

📝บทวิเคราะห์ภาษาไทย

บริษัทนี้คืออะไร ทำอะไร

Amazon.com Inc. คือ "ร้านค้าที่ขายทุกอย่าง" (The Everything Store) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (AWS) ด้วย

Jeff Bezos ก่อตั้ง Amazon ด้วยแนวคิด "วงล้อแห่งการเติบโต" (Flywheel Effect): ราคาถูก -> ลูกค้าเยอะ -> ผู้ขายเยอะ -> ตัวเลือกสินค้าเยอะ -> ประสบการณ์ดี -> ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ วนไปเรื่อยๆ จนคู่แข่งตามไม่ทัน

นอกจาก E-commerce แล้ว Amazon ยังเป็นเจ้าของระบบขนส่งโลจิสติกส์ระดับโลกที่ส่งของได้ภายในวันเดียว (Prime), ธุรกิจสื่อ (Prime Video, Twitch), และร้านค้าปลีกออฟไลน์ (Whole Foods Market)

ประวัติและความเป็นมา

ก่อตั้งปี 1994 เริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์ รอดพ้นวิกฤต Dot-com มาได้และขยายสู่สินค้าทุกประเภท

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกของ Amazon คือบริการ "Amazon Web Services (AWS)" ที่เปิดตัวปี 2006 ซึ่งตอนแรกทำเพื่อแก้ปัญหาเซิร์ฟเวอร์ภายในของตัวเอง แต่กลับกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุดให้บริษัท

โมเดลธุรกิจและแหล่งรายได้

1. North America & International (E-commerce): รายได้จากการขายสินค้าทั้งที่ Amazon ขายเอง (1st Party) และค่าธรรมเนียมจากผู้ขายภายนอก (3rd Party Seller Services) ธุรกิจนี้มีรายได้มหาศาลแต่กำไรบางเฉียบ (Low Margin) เน้น Volume

2. AWS (Amazon Web Services): ให้เช่าพลังประมวลผลและพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลก (ประมาณ 30%+) ธุรกิจนี้รายได้น้อยกว่า E-commerce แต่ทำกำไรมหาศาล (รากฐานกำไรของบริษัทมาจากส่วนนี้)

3. Advertising Services: ธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรง Amazon ขายโฆษณาในผลการค้นหาสินค้า ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากเพราะคนที่เข้ามาในเว็บ Amazon คือคนที่มี "ความตั้งใจซื้อ" (Purchase Intent) อยู่แล้ว

4. Subscription Services: ค่าสมาชิก Amazon Prime (ส่งฟรี ดูหนังฟรี) ที่มีสมาชิกกว่า 200 ล้านคน เป็นเหมือนคูเมือง (Moat) ที่ขังลูกค้าไว้ในระบบ

ผลประกอบการและฐานะการเงิน

Amazon มักจะมีกำไรสุทธิผันผวนเพราะนำเงินไปลงทุนซ้ำ (Re-invest) อย่างหนักตลอดเวลาในการสร้างโกดัง ระบบขนส่ง และ Data Center

  • แต่ถ้าดูที่ Operating Cash Flow (กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน) จะเห็นว่าแข็งแกร่งมาก
  • ธุรกิจโฆษณาและ AWS เป็นตัว drive กำไรให้เติบโต ในขณะที่ E-commerce เป็นตัวหาลูกค้า
  • ความเสี่ยง

    1. การแข่งขันใน Cloud: AWS โดน Microsoft Azure ไล่จี้ส่วนแบ่งตลาด และ Google Cloud ก็เร่งเติบโต

    2. การแข่งขันจากจีน: แพลตฟอร์มอย่าง Temu และ Shein เข้ามาแย่งตลาดสินค้าราคาถูกด้วยกลยุทธ์ตัดราคา

    3. กฎหมาย Antitrust: FTC ฟ้อง Amazon เรื่องการผูกขาดและการเอารัดเอาเปรียบผู้ขายรายย่อย ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับแยกธุรกิจ

    การเติบโตและโอกาส

    1. Efficiency Year: หลังจากลงทุนมากเกินไปช่วงโควิด Amazon เริ่มลดต้นทุน ปลดพนักงาน และปรับระบบขนส่งใหม่ (Regionalization) ทำให้กำไรจาก E-commerce พลิกกลับมาดีขึ้นมาก

    2. Generative AI on AWS: AWS กำลังเร่งเครื่องเรื่อง AI (Bedrock, Trainium chips) เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า Cloud ให้ Azure

    3. โฆษณา (Ads): ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะโฆษณาวิดีโอใน Prime Video

    4. Project Kuiper: โครงการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (คล้าย Starlink) เพื่อขยายฐานลูกค้า

    สรุปและมุมมอง

    Amazon เป็นหุ้น "King of Scale" ที่ครองตลาดสำคัญถึง 3 ตลาด (E-commerce, Cloud, Logistics) ยากที่ใครจะล้มได้

    จุดเด่นคือกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการมีธุรกิจหลากหลาย (Conglomerate) ในช่วงที่เศรษฐกิจดี คนซื้อของเยอะ E-commerce โต ในช่วงที่บริษัทเน้นเทคโนโลยี Cloud โต

    เหมาะสำหรับ: นักลงทุนระยะยาวที่มองหาหุ้นเติบโตที่แข็งแกร่ง (Growth at Scale) และเชื่อมั่นว่า Amazon จะยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการค้าและไอทีโลกต่อไป

    วิเคราะห์เมื่อ: 16 มกราคม 2026

    ⚠️ คำเตือน:

    ข้อมูลนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน กรุณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

    🔗หุ้นในกลุ่มเดียวกัน (สินค้าไม่จำเป็น)