Backtesting เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก แต่ก็หลอกตาได้ง่าย หากเลือกช่วงเวลาที่เข้าข้างกลยุทธ์หนึ่ง หรือมองข้ามค่าธรรมเนียม ภาษี ค่าเงิน และหุ้นที่หายไปจากตลาด บทความนี้จึงไม่สรุปว่า Passive, Dividend หรือ Growth จะชนะตลอดไป แต่ชวนอ่าน backtest แบบนักลงทุนไทยที่ต้องใช้เงินจริง แลกเงินจริง และเสียภาษีจริง
ถ้าต้องการเลือกแนวทางก่อนอ่านตัวเลข แนะนำเริ่มจาก ETF vs หุ้นรายตัว, หุ้นปันผลและกระแสเงินสด และ Growth vs Value
1. กำหนดพอร์ตให้ชัดก่อนรันผลย้อนหลัง
พอร์ต Passive อาจหมายถึง ETF S&P 500, ตลาดสหรัฐฯ รวม หรือพอร์ตโลกทั้งใบ ซึ่งให้ผลต่างกัน พอร์ต Dividend อาจเน้น yield สูงหรือ dividend growth ที่คุณภาพธุรกิจดีกว่า ส่วนพอร์ต Growth อาจเป็นหุ้นเทค mega-cap, Nasdaq ETF หรือหุ้นรายตัวที่คัดย้อนหลังแล้วดูดีมาก
ถ้าไม่เขียนนิยามให้ชัดตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์ backtest จะกลายเป็นการเลือกผู้ชนะหลังรู้คำตอบแล้ว หรือ hindsight bias
2. สมมติฐานที่ต้องบันทึกทุกครั้ง
- •ใช้ข้อมูลราคาแบบ total return หรือไม่ รวมเงินปันผลแล้วหรือยัง
- •ลงทุนก้อนเดียวหรือ DCA รายเดือน
- •Rebalance รายปี รายไตรมาส หรือปล่อยไหล
- •รวมค่าธรรมเนียมซื้อขาย expense ratio และ bid-ask spread หรือไม่
- •แปลงผลเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์ และใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบใด
- •หักภาษีเงินปันผลและต้นทุนเอกสารของนักลงทุนไทยหรือยัง
หากสมมติฐานเหล่านี้ไม่ครบ ผลตอบแทนที่เห็นอาจสวยกว่าประสบการณ์จริงมาก โดยเฉพาะพอร์ตปันผลที่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพอร์ตที่ซื้อขายบ่อยซึ่งโดนต้นทุนแฝงซ้ำ
3. สิ่งที่ backtest บอกได้และบอกไม่ได้
Backtest ช่วยให้เห็นพฤติกรรมของกลยุทธ์ในอดีต เช่น drawdown สูงสุด ระยะเวลาฟื้นตัว ความผันผวน และช่วงที่กลยุทธ์ตามตลาดไม่ทัน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเหมือนเดิม เพราะดอกเบี้ย valuation โครงสร้างอุตสาหกรรม และค่าเงินเปลี่ยนได้
ตัวอย่างเช่น Growth อาจชนะในยุคดอกเบี้ยต่ำและกำไรเทคเติบโตสูง แต่ช่วง valuation หดตัวอาจแพ้แรงกว่า Dividend อาจให้เงินสดแต่ไม่ได้ปลอดภัยถ้าบริษัทตัดปันผล Passive อาจเรียบง่ายแต่ยังรับ market drawdown เต็ม อ่านวิธีเตรียมใจที่ เมื่อพอร์ตติดลบ 30%
4. ใช้ผลย้อนหลังเป็น stress test ไม่ใช่คำสั่งซื้อ
แทนที่จะถามว่าใครชนะ ให้ถามว่าเราจะอยู่กับช่วงแพ้ของพอร์ตนั้นได้ไหม ถ้า Passive แพ้ Growth 5 ปีติดจะยังถือหรือไม่ ถ้า Dividend lag ตลาดแต่จ่ายเงินสดสม่ำเสมอเหมาะกับเป้าหมายเราหรือเปล่า ถ้า Growth ลง 40% ยังมี thesis รองรับหรือเป็นแค่ความหวัง
นักลงทุนไทยอาจใช้หน้า ETF เพื่อเทียบกองทุนเป็นแกน และหน้า หุ้นอเมริกา เพื่อศึกษาหุ้นรายตัว แต่ควรบันทึกเหตุผลก่อนซื้อทุกครั้ง เพื่อลดการเปลี่ยนกลยุทธ์ตามผลย้อนหลังล่าสุด
Backtest hygiene: ก่อนเชื่อผลย้อนหลัง ต้องถามว่าสมมติฐานสะอาดพอหรือยัง
Backtest ที่ดูดีอาจหลอกเราได้ถ้าวิธีคำนวณไม่ชัด สิ่งที่ควรตรวจคือรวมเงินปันผลหรือไม่, หักค่าธรรมเนียมและ FX หรือยัง, rebalance อย่างไร, ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่จริงในช่วงเวลานั้นหรือไม่, มี survivorship bias หรือไม่ และเลือกช่วงเวลาเพราะมันทำให้พอร์ตหนึ่งชนะหรือเปล่า
ถ้ามองแบบนักวิเคราะห์ ผลย้อนหลังควรถูกใช้เพื่อเข้าใจพฤติกรรม ไม่ใช่เลือกผู้ชนะถาวร พอร์ตที่ชนะ 10 ปีอาจชนะเพราะ valuation เริ่มต้นต่ำ ดอกเบี้ยขาลง ค่าเงินช่วย หรือหุ้นกลุ่มหนึ่งขยาย multiple มากกว่ากำไรจริง ถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่เกิดซ้ำ ผลอนาคตอาจต่างมาก
วิธีอ่าน backtest ให้เป็นประโยชน์กับพอร์ตจริง
ให้ดู 5 ตัวเลขหรือคำถามมากกว่าดูผลตอบแทนสุดท้าย:
- •Max drawdown ลึกแค่ไหน และเราจะทนได้หรือไม่
- •Recovery time ใช้เวลากี่เดือนหรือกี่ปีกว่าจะกลับมา
- •ช่วง underperform ตลาดยาวแค่ไหนก่อนที่กลยุทธ์จะกลับมาชนะ
- •ผลลัพธ์พึ่งหุ้นหรือ sector ไม่กี่ตัวมากเกินไปหรือไม่
- •ถ้าเริ่ม DCA คนละเดือนหรือคนละปี ผลลัพธ์เปลี่ยนมากแค่ไหน
จากนั้นค่อยเชื่อมกับ Growth vs Value, ETF vs หุ้นรายตัว, DCA และหน้า Advanced Analysis เพื่อดูว่า thesis ปัจจุบันยังรองรับกลยุทธ์หรือไม่
สัญญาณว่า backtest กำลังทำให้เรามั่นใจเกินไป
ถ้าเราเลือกพอร์ตเพราะกราฟย้อนหลังสวย แต่ไม่รู้ว่าพอร์ตนั้นแพ้ในสถานการณ์ไหน แปลว่ายังไม่ได้เข้าใจกลยุทธ์จริง Backtest ที่ดีควรทำให้เราถ่อมตัวขึ้น เพราะมันเผยให้เห็นว่าทุกกลยุทธ์มีช่วงที่ดูผิด มีช่วงที่น่าเบื่อ และมีช่วงที่ทำให้อยากเลิกก่อนผลลัพธ์ระยะยาวมาถึง
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผลตอบแทนย้อนหลังไม่รับประกันผลตอบแทนในอนาคต ตัวเลข backtest ใดๆ ควรมีแหล่งข้อมูล วิธีคำนวณ และสมมติฐานครบก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจ



