เวลาปาร์ตี้รวมญาติหรือคุยกับเพื่อนรุ่นใหญ่ คำถามโลกแตกที่นักลงทุนไทยเถียงกันจนคอหอยพอกคือ: "ลงทุนหุ้นไทยแหละดีที่สุด เรารู้จักบริษัท บ้านเราคุ้นเคย ปันผลก็ตั้ง 3-4% แถมไม่ต้องปวดหัวเรื่องโอนเงินข้ามประเทศหรือภาษีฝรั่งด้วย!" กับอีกฝั่งที่โต้กลับว่า... "หุ้นไทยย่ำอยู่กับที่มา 10 ปีแล้ว! โลกเขาไป AI กันหมด ประเทศเรายังเล่นหุ้นโรงกลั่นกับแบงก์ผูกขาดอยู่เลย ไปอเมริกา S&P 500 สิ โตเอาๆ!"
ใครถูกใครผิด? Bulltiq.com จะไม่ยอมปล่อยให้เป็นเรื่องของอารมณ์รักชาติ หรืออารมณ์หมั่นไส้ครับ เรามากาง "ตัวเลขผลตอบแทนจริงย้อนหลัง 20 ปี (2004 - 2024)" วัดกันเปาบุ้นจิ้นหมัดต่อหมัดไปเลย!
ศึกชิงแชมป์ 20 ปี: ดัชนี SET vs S&P 500
สมมติว่าตอนปี 2004 คุณกำเงิน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็นสองก้อน:
- •500,000 บาทแรก ซื้อ ดัชนี SET ของไทย (สมมติว่ารีอินเวสต์ปันผลกลับหมด)
- •500,000 บาทหลัง ซื้อกองทุน S&P 500 (แปลงเงินบาทเป็นดอลลาร์ และรีอินเวสต์ปันผลกลับหมด)
หลับตายาวไป 20 ปี แล้วตื่นมาถอนเงินในปี 2024... ตัวเลขในบัญชีคุณจะออกมาหน้าตาแบบนี้ครับ:
| ดัชนี | ผลตอบแทนรวม 20 ปี | เงิน 5 แสน กลายเป็น... | ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (CAGR) | ความผันผวน (Max Drawdown) | | :--- | :--- | :--- | :--- | :--- | | SET Index (ไทย) | ~280% | ~1,900,000 บาท | ~6.5% - 7% | -55% (สึนามิปี 2008) | | S&P 500 (สหรัฐฯ) | ~640% | ~3,700,000 บาท | ~10% - 10.5% | -50% (วิกฤติ Subprime) |
(หมายเหตุ: ตัวเลขประเมินโดยรวมผลปันผล (Total Return) และอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ)
บทสรุปของตัวเลข: ฝั่งอเมริกาทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นครับ! เงินก้อนเดียวกัน ถ้าฝาก S&P 500 จะงอกเงยกระสุนใหญ่กว่า SET เกือบเท่าตัว!
ทำไมหุ้นไทยถึงโดนทิ้งห่างในทศวรรษล่าสุด? (The Lost Decade)
ถ้าเจาะลึกลงไปในไส้ในของทั้ง 2 ตลาด คุณจะเห็นสาเหตุของความพ่ายแพ้ครับ:
- 1.เครื่องยนต์คนละตัว (Old Economy vs New Economy):
- •ดัชนีบ้านเราถูกขับเคลื่อนด้วย หุ้นพลังงาน (ปตท.), หุ้นธนาคารพาณิชย์ และ ค้าปลีก (CP) ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานยุคเก่า (Old Economy) ที่การเติบโตขึ้นอยู่กับ "จำนวนประชากรที่เกิดใหม่ในไทย" ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเจอปัญหาสังคมสูงวัยรุนแรง ตลาดในประเทศก็อิ่มตัว แถมโดนทุนข้ามชาติแย่งกินรวบ
- •S&P 500 ขับเคลื่อนด้วย Apple, Microsoft, NVIDIA, Amazon (New Economy) พวกเขาไม่ได้ขายของให้แค่คนอเมริกา แต่พวกเขาส่งซอฟต์แวร์ มือถือ และ AI มาสูบเงินจากคนทั้งโลก (รวมถึงคนไทยด้วย!)
- 1.ประสิทธิภาพในการคัดโอลิมปิก (The Winners Takes All):
- •S&P 500 มีกฎเกณฑ์การคัดบริษัทเข้าดัชนีที่โหดร้ายมากครับ ถ้าบริษัทไหนหลุดฟอร์ม ขาดทุน ห่วยแตก พวกเขาสั่งเตะหลุดโผ เตะออกจาก Top 500 ทันที! แล้วดันบริษัทรุ่นใหม่ไฟแรง (อย่าง Tesla หรือ Nvidia สมัยก่อน) หน้าใหม่ขึ้นมาแทน ทำให้ 500 ตัวนี้คือหัวกะทิของโลกตลอดกาล
เสน่ห์ของ "ปู่ SET" ที่คุณฝรั่งให้ไม่ได้
งั้นแปลว่าเราคัตโยนหุ้นไทยทิ้งให้เกลี้ยงพอร์ตเลยดีกระมัง? ช้าก่อนครับ! ข้อดีสุดคลาสสิกของ SET Index คือมันมีระบบกักเก็บ "เงินปันผล (Dividend Yield) ที่อิ่มสุขมหาศาล!"
เฉลี่ยตลาดหุ้นไทยแจกปันผลหน้าตั๋วสูงถึงระดับ 3.5% - 4.5% ต่อปี แถม "ไม่โดนรีดภาษีหัก ณ ที่จ่ายมหาโหด" (แถมขอเครดิตภาษีคืนได้อีก) ในขณะที่ S&P 500 หรือหุ้นเทคอเมริกา แจกปันผลกริบๆ แค่ 1.2% - 1.5% แถมคุณยังโดนลุงแซมหักภาษีอเมริกาแอบซดหน้าตาเฉย 15% ทันทีที่เงินเข้าพอร์ต!
สรุปและ Call to Action
- 1.สายต้องการก้อนเงินมหาศาล โตแบบดุดัน (Growth): โยกเงินหนีไปอเมริกาเถอะครับ กระโจนขึ้นเครื่องบินเจ็ต S&P 500 ที่ผลิตกำไรจากสินค้า 8 พันล้านคนทั่วโลก (Apple 1 เครื่องราคาเท่ากับน้ำมันของ PTT กี่ลิตร?)
- 2.สายต้องการเงินสดเอามาซื้อกับข้าว (Income & Dividend): ตลาดหุ้นไทยคือ "วัวนม" ชั้นเยี่ยมที่สุดของนักลงทุนไทย ทิ้งพอร์ตปันผลไว้สัก 30%-40% สร้างกระแสหมุนเวียน
- 3.เลิกด่าหุ้นไทย และเลิกดันทุรังเชียร์หุ้นอเมริกาแบบตาบอด สองตลาดนี้ออกแบบมาทำงานรับใช้เป้าหมายการเงินของคุณคนละฟังก์ชั่นกัน!
ผสมผสานเสน่ห์ทั้งสองโลกให้ลงตัว เชิญย้ายค่ายแวะเข้ามาเจาะดู Ticker ETF ตัวแทน S&P 500 ชั้นดีอย่าง VOO หรือ SPY เจาะระบบอัพเดทราคาล่าสุดได้ตลอดที่เครื่องมือชาร์ตหน้า Bulltiq.com นะครับ วันนี้พอร์ตของคุณอินเตอร์รึยัง?
Disclaimer: ผลการประเมิน 20 ปีในอดีต (Past Performance) ของดัชนีทั้ง 2 ไม่ใช่ใบการันตีรับรองผลตอบแทนภาคอนาคต บทความฉบับนี้อิงหลักยึดข้อมูล Macro View ประกอบความเข้าใจระดับการกระจายความเสี่ยงขั้นภูมิศาสตร์