ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
BulltiQ

บทเรียนการเงินจากบาบิโลน: ทำไมหนังสืออายุร้อยปีถึงยังเตือนเราได้อยู่

รีวิวหนังสือ · อัปเดต 22 มิถุนายน 2569 · อ่าน 8 นาที

รีวิวเศรษฐีชี้ทางรวยของ George S. Clason หนังสือนิทานที่สอนนิสัยการออมพื้นฐานได้แม่นยำ แต่ไม่ได้สอนวิธีลงทุนยุคใหม่ เหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร

ทำไมหนังสือเก่าแก่เล่มนี้ถึงยังใช้ได้ถึงวันนี้

The Richest Man in Babylon ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1926 ในรูปนิทานชุดสั้นที่ใช้ฉากเมืองบาบิโลนโบราณเป็นเครื่องเล่าเรื่อง แม้ฉากจะเป็นยุคที่ผู้คนยังนับทรัพย์เป็นเหรียญทองและแผ่นดินเหนียว แต่สิ่งที่หนังสือพูดถึงคือพฤติกรรมการเงินของคน ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนไปเลยในร้อยปีที่ผ่านมา คนเรายังหาเงินได้แล้วใช้หมด ยังเป็นหนี้เพราะอยากได้ของเกินตัว และยังเลื่อนการออมออกไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดิมๆ จุดแข็งของเล่มนี้จึงไม่ใช่ความทันสมัย แต่เป็นการจับแก่นที่ไม่เคยล้าสมัย

กลุ่มที่จะได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน เพิ่งมีรายได้ประจำ และรู้สึกว่าเงินหายไปทุกสิ้นเดือนโดยไม่รู้สาเหตุ รวมถึงคนที่อยากเริ่มออมแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะหนังสือไม่ได้เริ่มจากเทคนิคซับซ้อน แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเงินก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่วางแผนการเงินเป็นระบบอยู่แล้วหรือลงทุนมาระยะหนึ่งอาจพบว่าเนื้อหาพื้นฐานเกินไป สิ่งที่ตามมาในรีวิวนี้คือสามหลักการหลักที่เล่มนี้ย้ำ พร้อมการตีความและการปรับใช้ในบริบทของคนไทย

จ่ายให้ตัวเองก่อน: เก็บอย่างน้อยหนึ่งในสิบของรายได้

หลักการแรกและเป็นหัวใจของทั้งเล่มคือ จ่ายให้ตัวเองก่อน ซึ่งหมายถึงทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ให้กันออกมาอย่างน้อยหนึ่งในสิบหรือสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อเก็บไว้เป็นของตัวเองก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ในมุมมองของผมประโยคนี้ฟังดูธรรมดาแต่กลับพลิกลำดับความคิดของคนส่วนใหญ่ เพราะคนทั่วไปมักใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยเก็บสิ่งที่เหลือ ซึ่งบ่อยครั้งไม่เหลืออะไรเลย การกลับลำดับให้การออมมาก่อนทำให้เงินเก็บเกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องรอความมีวินัยในวันที่เหนื่อยล้า

สำหรับคนไทย หลักการนี้ปรับใช้ได้ทันทีด้วยการตั้งโอนเงินอัตโนมัติในวันเงินเดือนออก ให้ระบบหักเงินส่วนหนึ่งไปเข้าบัญชีเงินออมหรือกองทุนทันที ก่อนที่เงินจะอยู่ในมือนานพอจะถูกใช้ไป คนที่รายได้ยังไม่สูงอาจเริ่มจากน้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ก่อนแล้วค่อยขยับขึ้น เพราะสิ่งสำคัญกว่าจำนวนคือการสร้างนิสัยให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำต่อเนื่องหลายปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นฐานที่ให้เราเริ่มลงทุนต่อยอดได้โดยไม่ต้องกระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ควบคุมรายจ่าย: แยกความจำเป็นออกจากความอยาก

หลักการที่สองคือการควบคุมรายจ่าย ซึ่งหนังสืออธิบายผ่านข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาว่ารายจ่ายของคนเรามักขยายตัวจนเท่ากับรายได้เสมอไม่ว่าจะหาได้มากแค่ไหน สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นความจำเป็นจำนวนมากแท้จริงแล้วเป็นความอยากที่ปลอมตัวมา การหาเงินได้มากขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าจะมีเงินเหลือมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการตั้งใจกำกับรายจ่ายไว้ ในมุมของผม นี่คือบทที่อธิบายได้ดีว่าทำไมคนเงินเดือนสูงจำนวนมากถึงยังไม่มีเงินเก็บ

การปรับใช้ที่เป็นรูปธรรมคือการทำงบประมาณอย่างง่ายเพื่อให้เห็นว่าเงินไหลไปทางไหนบ้าง แล้วแยกให้ชัดระหว่างรายจ่ายที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตกับรายจ่ายที่เกิดจากความอยากชั่วคราว เป้าหมายไม่ใช่การใช้ชีวิตอย่างอดอยาก แต่เป็นการเลือกใช้เงินกับสิ่งที่มีคุณค่าจริงกับเราและตัดสิ่งที่ไม่ได้เพิ่มความสุขระยะยาวออกไป เมื่อรายจ่ายอยู่ในกรอบที่ตั้งใจไว้ ส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายจะกว้างขึ้น และนั่นคือเชื้อเพลิงที่ทำให้การออมและการลงทุนเดินหน้าต่อได้

ให้เงินทำงานและลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ

หลักการที่สามคือการให้เงินทำงานแทนเรา หนังสือเปรียบเงินออมว่าเป็นเหมือนทาสหรือคนงานที่ทำงานหาเงินเพิ่มให้เจ้าของได้ตลอดเวลา หากเรานำเงินไปวางไว้ในที่ที่งอกเงย เงินต้นจะสร้างผลตอบแทน และผลตอบแทนนั้นจะสร้างผลตอบแทนต่อไปอีก ซึ่งคือหลักของดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง ขณะเดียวกันหนังสือก็เตือนอย่างหนักแน่นว่าให้ลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เราเข้าใจ และให้ระวังคำแนะนำที่สัญญาผลตอบแทนสูงเกินจริงจากคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น

สำหรับนักลงทุนไทยมือใหม่ แนวคิดนี้แปลเป็นการเริ่มจากเครื่องมือที่เข้าใจง่ายและกระจายความเสี่ยง เช่น กองทุนรวมดัชนีที่ลงทุนในตลาดเป็นวงกว้าง แทนที่จะกระโดดไปเสี่ยงกับสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กับการออมระยะยาวยังสามารถพิจารณากองทุน RMF และ SSF ซึ่งสอดคล้องกับวินัยการลงทุนต่อเนื่องที่หนังสือพูดถึง สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจเงื่อนไขและความเสี่ยงของแต่ละเครื่องมือก่อนลงเงิน เพราะหลักการในหนังสือคือกรอบความคิด ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่ง

จุดที่ควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

จุดอ่อนที่ชัดที่สุดของเล่มนี้คือมันสอนหลักการ ไม่ได้สอนวิธีปฏิบัติในรายละเอียด หนังสือบอกว่าให้นำเงินไปลงทุนให้งอกเงยและลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ แต่ไม่ได้อธิบายว่าจะเลือกหุ้นหรือกองทุนอย่างไร จะอ่านงบการเงินอย่างไร หรือจะประเมินความเสี่ยงด้วยเครื่องมือใด เพราะรูปแบบนิทานทำให้เนื้อหายังอยู่ในระดับแนวคิดกว้างๆ ผู้อ่านที่คาดหวังว่าจะได้วิธีลงทุนยุคใหม่แบบจับมือทำจะผิดหวัง เพราะกลไกการลงทุนจริงในตลาดทุนปัจจุบันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ผู้อ่านบางส่วนรู้สึกว่าหนังสือค่อนข้างย้ำซ้ำ เพราะแก่นหลักมีไม่กี่ข้อแต่ถูกเล่าผ่านหลายนิทานที่วนกลับมาที่ข้อสรุปเดียวกัน สำนวนแบบโบราณที่จงใจให้คล้ายคัมภีร์ก็อาจอ่านช้าและไม่ลื่นสำหรับบางคน ทางที่ดีคือมองเล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างนิสัยและกรอบความคิดเรื่องเงิน แล้วต่อยอดด้วยแหล่งความรู้ที่สอนกลไกการลงทุนอย่างเป็นระบบ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจะช่วยให้เราได้คุณค่าจากหลักการโดยไม่เข้าใจผิดว่าหนังสือเล่มเดียวเพียงพอต่อการลงทุนจริง

สรุป: ใครควรซื้อเล่มนี้

The Richest Man in Babylon เหมาะกับคนที่อยู่ต้นทางของการสร้างวินัยการเงิน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน คนที่ออมไม่อยู่ หรือคนที่อยากปรับวิธีคิดเรื่องเงินให้มั่นคงก่อนจะก้าวไปเรื่องลงทุนที่ซับซ้อน จุดเด่นของเล่มนี้คือสั้น อ่านง่าย และจริงใจกับหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน หากวัดในแง่ของหนังสือสร้างนิสัยการออม มันทำหน้าที่ได้ดีและคุ้มกับเวลาที่ใช้อ่าน

ในทางกลับกัน คนที่วางระบบการเงินเป็นแล้วหรือมองหาความรู้เชิงลึกเรื่องการเลือกหุ้นและกองทุนน่าจะข้ามเล่มนี้ไปได้ เพราะจะรู้สึกว่าเนื้อหายังพื้นฐานเกินไปสำหรับสิ่งที่กำลังมองหา หากคุณรู้จักใครที่กำลังเริ่มต้นเก็บเงินและยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เล่มนี้เป็นของฝากที่ส่งต่อแนวคิดได้ดีโดยไม่กดดัน ลองชวนเขาอ่านและคุยกันเรื่องหลักจ่ายให้ตัวเองก่อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เปลี่ยนนิสัยการเงินของเขาในระยะยาวได้

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลไทยไหม

มีฉบับแปลไทยวางจำหน่ายหลายสำนวน มักใช้ชื่อทำนองเศรษฐีชี้ทางรวยหรือมหาเศรษฐีแห่งบาบิโลน หาได้ทั้งร้านหนังสือทั่วไปและช่องทางออนไลน์ หากอ่านภาษาอังกฤษไม่คล่อง ฉบับแปลไทยอ่านเข้าใจได้ง่ายเพราะเนื้อหาเป็นนิทานสั้น

เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่เคยออมเลยไหม

เหมาะมาก เพราะหนังสือเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างนิสัยการออมก่อนเรื่องเทคนิค เนื้อหาอ่านง่ายและไม่ต้องมีพื้นฐานการเงินมาก่อน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่ยังไม่เคยเก็บเงินอย่างเป็นระบบ

หนังสือเล่มนี้สอนวิธีลงทุนหุ้นไหม

ไม่ได้สอนถึงระดับนั้น หนังสือพูดถึงหลักการให้เงินทำงานและลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะเลือกหุ้นหรือกองทุนอย่างไร หากต้องการเรียนรู้กลไกการลงทุนจริง ควรหาแหล่งความรู้เฉพาะทางมาอ่านต่อเพิ่มเติม

แชร์บทความLINEXFacebook

จาก BulltiQ

AI Analyst Workshop

ยอดนิยม

เรียนวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิคและพื้นฐานด้วย AI ทำเองได้จริง

฿4,900