เวลาที่ข่าวทีวีประกาศพาดหัวตัวเบ้อเริ่มว่า "หุ้นดาวโจนส์ทรุดหนักดิ่ง 1,000 จุด หวั่นฟองสบู่แตก!" นักลงทุนมือใหม่ร้อยทั้งร้อยจะเกิดอาการเข่าอ่อน กดคำสั่งขายทิ้งรัวๆ แล้วหนีไปซุกใต้ผ้าห่มฝากเงินกินดอกเบี้ยธนาคารกันหมด
ความพังพินาศ (Crash) ไม่ใช่เรื่องใหม่ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีตครับ ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาเจอมรสุมที่ลากดัชนีพังยับเยินระดับ 30-50% มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ทำไมประเทศนี้ถึงยังเป็นมหาอำนาจเบอร์หนึ่ง และดัชนี S&P 500 (รวมถึงหุ้นในพอร์ตคนรอดตาย) ถึงยังกลับมาตะลุยทะลุแนวต้านนิวไฮ (All-Time High) ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ได้?
บทความของ Bulltiq.com จะขอสวมรอยเป็นนักขับไทม์แมชชีน พาย้อนดู 3 วิกฤตการณ์เขย่าโลก เพื่อตอกย้ำให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว... วิกฤตคือ "โปรโมชั่นลดราคาสินค้าแห่งศตวรรษ" สำหรับคนที่มองเป็นต่างหาก!
1. ฟองสบู่ Dot-com (ปี 2000-2002): บทเรียนของคนบ้าคลั่ง "เว็บคลิก"
เกิดอะไรขึ้น?: ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งบูมจัดๆ ช่วงปลายยุค 90s นักลงทุนอเมริกันหน้ามืดตามัวแห่ปาเงินเข้าใส่บริษัททุกลายเซ็นที่มีคำว่า ".com" ต่อท้ายชื่อ โดยไม่ได้สนใจว่าบริษัทเหล่านั้น "มีกำไรหรือเปล่า" (บางบริษัทแค่ทำเว็บโง่ๆ แล้วจ้างพรีเซ็นเตอร์แพงๆ) ด้วยความเชื่อว่ายอดคลิก (Eyeballs) จะเปลี่ยนเป็นเงิน สภาพตลาดตอนนั้นทะยานเว่อร์วังจน P/E ของดัชนี NASDAQ ทะลุระดับเกิน 100 เท่า! จุดจบ: ในที่สุดธนาคารกลาง (Fed) ก็ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรง บริษัทอินเทอร์เน็ตเน่าๆ พวกนั้นพากันล้มละลายเพราะเงินทุนหมุนเวียนหมด ดัชนีหลัก NASDAQ ดิ่งโหม่งโลกติดลบถึง -78% จากจุดสูงสุด! กว่าที่ดัชนีนี้จะปีนกลับไปยืนจุดเดิมได้ต้องใช้เวลานานถึง 15 ปี บทเรียนที่ได้:
- •"Growth ทิพย์" มีอยู่จริง: อย่าทุ่มเงินซื้อบริษัทที่ไม่มีแผนสร้าง "กำไรสุทธิ" และมีแต่คำเคลมลมๆ แล้งๆ
- •ผู้อยู่รอดคือราชสีห์: ในกองซากปรักหักพังนั้น บริษัทที่มีพื้นฐานดีจริงๆ ที่รอดมาได้กลายมาเป็นผู้ปกครองโลกในปัจจุบัน (อเมซอน - Amazon ร่วงไปเหลือไม่กี่เหรียญ แต่ใครที่กล้าเก็บของวันนั้น ตอนนี้เกษียณนอนสบายไปยันชาติหน้า)
2. วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ / Subprime Mortgage (ปี 2007-2009): คนโลภปล่อยกู้บ้าน
เกิดอะไรขึ้น?: รอบนี้ต้นตอไม่ได้มาจากหุ้นเทคโนโลยี แต่มาจาก "หนี้สินและอสังหาริมทรัพย์" ธนาคารยักษ์ใหญ่บนวอลล์สตรีตอนุมัติปล่อยกู้ซื้อบ้านให้คนอเมริกันที่มีเครดิตเน่าเฟะสุดๆ (นินจาโลน No Income, No Job, and Assets) เพราะธนาคารรู้ว่าเดี๋ยวตนก็จะเอาหนี้พวกนี้มัดรวมๆ กันไปแพ็กใส่กล่องขายต่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลก อ้างว่า "บ้านอเมริกาไม่มีวันราคาตกหรอกน่า!" จุดจบ: พอคนไม่มีเงินจ่ายค่ากู้บ้าน ดับเบิลเอฟเฟกต์เบี้ยวหนี้ก็เกิด แบงก์ยักษ์ระดับ 100 ปีอย่าง Lehman Brothers ล้มตึงทันทีภายในพริบตา ความไว้วางใจในระบบการเงินพินาศ S&P 500 ถูกทุบเละ -57% บ้านเรือนถูกยึดระนาว คนตกงานหลายล้านคน บทเรียนที่ได้:
- •Too Big to Fail ไม่มีจริงในทางธุรกิจ: แบงก์ใหญ่ขนาดยักษ์ก็ล้มละลายจนเหลือศูนย์ได้ ถ้างบดุลซ่อนหนี้เสีย
- •จังหวะซื้อระดับพระเจ้า: สิ่งที่เกิดต่อมาคือรัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเงินมหาศาล (QE) พยุงตลาด วิกฤตรอบนี้ทำให้ตลาดเทหุ้นทิ้งทุกอย่าง กวาดเอาบริษัทโคตรดี (อย่าง Apple, P&G, Johnson&Johnson) ร่วงระนาวไปด้วย "นี่แหละคือจังหวะช้อนหุ้นก้นเหว" ที่บัฟเฟตต์โกยเงินเข้าพอร์ตหลายหมื่นล้าน
3. Flash Crash จาก COVID-19 (ปี 2020): โรคระบาดล็อกโลก
เกิดอะไรขึ้น?: ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าทางเศรษฐกิจ อยู่ๆ ไวรัสก็ระบาด มนุษย์ถูกสั่งขังในบ้าน เครื่องบินหยุดบิน ตลาดผวาหนักที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลก จุดจบ: S&P 500 สับสวิตช์ดิ่งติดลบ -34% ภายในเวลาแค่ 33 วัน! (เร็วโครตๆ) บทเรียนที่ได้:
- •รัฐบาลสหรัฐและ Fed สั่งพิมพ์เงินดอลลาร์แจกประชาชนดื้อๆ และหั่นดอกเบี้ยเหลือ 0% ทันที
- •S&P 500 ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนในการฟื้นกลับทำ All-Time High พุ่งเป็นจรวด หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลพลอยได้จากการล็อกดาวน์ (Zoom, Netflix, ซอฟต์แวร์ Cloud) กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวหน้าใหม่ ดันตลาดวิ่งข้ามวิกฤตหน้าตาเฉย
ถอดรหัส: ทำไมอเมริกาถึง "ฟื้นคืนชีพ" เสมอ?
ทำไมเกิดกี่วิกฤต... ร้องไห้กันกี่ยก... ดัชนีหุ้น S&P 500 ถึงวิ่งซ้ายทะยานขึ้นขวาได้เสมอในเส้นกราฟ 10-20 ปี? เหตุผลคือ: พลังแห่งลัทธิทุนนิยม (Capitalism) และนวัตกรรม (Innovation) ความเจ็บปวดจากวิกฤตจะทำหน้าที่เหมือนไฟป่า มันจะแลบเลียแผดเผาไหม้ "บริษัทห่วยแตก คอรัปชั่น ไม่มีประสิทธิภาพ" ให้ล้มตายหายไปจากดัชนี แล้วเปิดทางงอกเงยให้ "ผู้แข็งแกร่ง นวัตกรรมใหม่" ผงาดขึ้นมาเสียบแทน (เช่น พ่ายแพ้จากวิกฤตหนี้บ้าน ทุนในตลาดได้ถูกโยกย้ายมาสนับสนุนยุค Mobile Internet และปัจจุบันคือยุค AI)
สรุปและ Call to Action
อย่ามองวิกฤตเศรษฐกิจว่าคือเส้นจบของการลงทุน (End of the World) ตรงกันข้ามครับ... เงินในกระเป๋าคุณจะโตแบบกระโดดข้ามฐานะชนชั้นได้ ก็ต่อเมื่อคุณใจแข็งพอที่จะ "ซื้อในยามที่เลือดสาดนองท้องถนนวอลล์สตรีต (Buy when there is blood in the streets)"
ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะหาจังหวะช้อนสอยหุ้นไม่เป็น! แวะมาดูสรุปสัญญาณชีพตลาดใน Bulltiq.com ที่หน้า Dashboard ของเรา ที่จะบอกตัวเลข Market Overview หรือ Indicator ทิศทางเม็ดเงินให้คุณพร้อมกล้าลุยตอนที่ชาวบ้านกำลังผวากันครับ!
Disclaimer: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาและให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน โปรดศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง